วันศุกร์ 19.25 นาทีแล้ว
ยังนั่งรอคุณพอมารับที่ บริษัท
นั่งทำงานคนเดียวทั้งวัน มา 2 วันแล้วเพราะน้านกลา
ไม่ค่อยได้งานอะไรเพราะ รู้สึกแย่ๆ ทำงานง่ายๆ และนั่งเล่นเกม Facebook
อ้วกเล็กน้อยช่วงบ่าย และยังมีเลือดออกที่โพรงจมูกอยู่บ้าง
อาการผื่นเห่อลดลง
แต่วันนี้มีอาการใหม่ -*- คือ ปวดหัวตุบๆ
ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเป็นหวัด หรือโพรงจมูกอักเสบหรือไม่
ถ่ายปนเลือดเล้กน้อย น่สจะริดสีดวง -*- เพราะอึแข็งมาก
เฮ่อ... เมื่อไหร่หนูจะออกมาน๊า แม่เฝ้ารอวันที่จะเห็นหน้า
เบื่ออาการข้างเคียงพวกนี้ซะเหลือเกิน
19.30 พ่อมารับแล้ว กลับบ้านดีกว่า
Friday, June 4, 2010
Thursday, June 3, 2010
อาการข้างเคียงขณะตั้งครรภ์
ช่วงนี้เป็นผื่น ลุกลาม ไปทั่วขาอ่อน และขาหนีบ
ไปหาหมอมาเมื่อ วาน หมดไปอีก 790 บาท -*-
ได้ยาทา2 หลอด กับ คารามายด์มา 1 ขวด
วันนี้ จู่ๆสั่งน้ำมูกก็มีเลือดออกปนมาด้วย -*- ตกใจนะนี่
ทำไมแม่ถึงมีอาการข้างเคียงเยอะจริงๆ
รวบรวมมาหลังจากรู้สึกว่าตัวเองเป็นเยอะเหลือเกิน
ทั้งอ้วก ทั้งผื่น ทั้งนอนไม่หลับ ทั้งท้องอืด และเหงือกอักเสบ ล่าสุดก็โพรงจมูกอักสบ -*-
อาการข้างเคียงขณะตั้งครรภ์ / วิธีที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วว่าที่คุณแม่ทั้งหลายมักไม่ค่อยมีปัญหาน่าหนักใจเกี่ยวกับ การตั้งครรภ์นัก สามารถคลอดบุตรออกมาได้ทารกที่มีสุขภาพดี นอกจากจะมีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่นอาเจียน คลื่นไส้ ปวดหลัง หรือแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) อาการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด แต่อาการที่ว่านี้ผู้อื่นก็ไม่สามารถรู้สึกหรือเห็นได้ชัด จึงมักไม่ได้รับความสนใจหรือเห็นอกเห็นใจเท่าไหร่นัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องอดทนกับอาการที่น่ารำคาญนี้ มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายขึ้นจากอาการดังกล่าวและสามารถมีความสุขได้ตลอดการตั้งครรภ์
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายว่าทำไมปัญหาของอาการข้างเคียงต่างๆ ที่รบกวนคุณในเวลาตั้งครรภ์จึงเกิดขึ้น และเสนอคำแนะนำในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นี้ด้วยตัวเอง คุณควรปรึกษา, ตรวจสอบกับหมอสูติประจำตัวคุณเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการตั้งครรภ์ และยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเป็นทางการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการปวดท้อง (Abdominal Pain)
สาเหตุ: เนื่องจากข้อต่อซึ่งรองรับมดลูกได้ยืดตัวออก คุณจึงประสบกับอาการปวดเมื่อยด้านข้างของท้อง
การแก้ไข: พยายามนวดอย่างเบาๆ ในบริเวณที่ปวด ด้วยฝ่ามือโดยเคลื่อนไหวฝ่ามือช้าๆ และใส่กางเกงsupport ท้องที่เรียกว่ากางเกงพยุงครรภ์ จะสามารถช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ถ้าคุณมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อยๆ คุณควรรีบปรึกษาแพทย์หรือหมอสูติประจำตัวโดยเร็ว
อาการปวดหลัง (Backache)
สาเหตุ: ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นและการอยู่ในท่วงท่าที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้คุณมีอาการปวดหลังมากยิ่งขึ้น
แก้ไข: ปรับตัวให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง - ยืนตัวตรงๆ และใช้หมอนหนุนหลังเมื่อนั่ง และก้มลงเก็บของโดยให้หลังตรง คือยืนให้น้ำหนักลงที่เท้าทั้งสองข้าง ย่อตัวลงโดยงอข้อสะโพกและหัวเข่า พยายามรักษาระดับให้ใบหู หัวไหล่และสะโพกอยู่ในระดับเดียวกัน
หายใจไม่สะดวก (Breathlessness)
สาเหตุ: ฮอร์โมนทำให้กล้ามเนื้อหน้าอก หย่อนตัวลงและขยายหลอดลม เนื่องจากต้องผลิตเลือดให้ปอดมากขึ้น เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น มดลูกขยายใหญ่ขึ้นมีผลไปดัน กระบังลมส่งผลถึงปอด ทำให้หายใจไม่สะดวก
แก้ไข: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด พยายามหายใจช้าๆ และลึกๆ อย่าทำอะไรรีบร้อน
Carpal Tunnel Syndrome
สาเหตุ: มือ เท้ามีอาการชา เจ็บยิบๆ(tingling) หรือเจ็บฝ่ามือเนื่องจากระบบประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ (มักจะมาจากอาการบวม)
แก้ไข: นวดฝ่ามือ, ขยับนิ้วมือขึ้นลง กางนิ้วมือทั้ง 5 กว้างๆ สัก 2-3 วินาทีแล้วหุบมือ หรือเวลากลางคืนลองนอนห้อยมือลงมาข้างเตียง นอกจากนั้นอาจขอวิตามิน B6 จากแพทย์
ท้องผูก (Constipation)
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นกดทับลำไส้ใหญ ่ทำให้อุจจาระผ่านได้ลำบาก อุจจาระที่คั่งค้างอยู่นานจะถูกดูดซึมน้ำออกไปมาก เวลาถ่ายจะแข็งและถ่ายยาก รวมทั้งการทานวิตามิน ธาตุเหล็กอาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: รับประทานอาหารที่มี ีกากใยมากๆ (เช่น ผลไม้, สลัดผักสด), ดื่มน้ำวันละมากๆ, ดื่มน้ำลูกพรุน และเข้าห้องน้ำทันทีที่จำเป็น อย่ากลั้นไว้
ตะคริว (Cramp)
สาเหตุ: ตะคริวที่ขาหรือเท้าอาจเนื่องมาจากการหมุนเวียน ของเลือดลดประสิทธิภาพลง และการรับประทานอาหาร ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายยามตั้งครรภ์ เช่น ขาดแคลเซียม (มีในนมสด), วิตามิน B รวม, โ ปตัสเซียม (กล้วย, พืชจำพวกถั่ว) หรือ เกลือ
แก้ไข: เมื่อคุณตื่นนอนให้งอนิ้วเท้าขึ้น หรือเพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ลองใช้เท้าแต่ละข้างกลิ้งขวดเปล่าๆ ไปมา 20 ครั้งก่อนนอน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่
หน้ามืดเป็นลม (Fainting)
สาเหตุ: ฮอร์โมนยามตั้งครรภ์ทำ ให้หลอดเลือดหย่อนตัว ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามือเป็นลม และมดลูกของคุณต้องการเลือดเพิ่มขึ้น และจำนวนน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงก็เป็นสาเหตุดังกล่าวได้
แก้ไข: คุณต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับแน่น ฟิตที่จะทำให้คุณร้อน พกพัดลมอันจิ๋วที่มีมอเตอร์ในตัวเอง หรือพัด หรือกระป๋องสเปรย์ฉีดน้ำ เพื่อช่วยคุณระบายความร้อน
การผายลม (Flatulence)
สาเหตุ: ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัว ดังนั้นอาหาร และของเสียจึงไหลผ่านระบบย่อยอย่างเชื่องช้า และสร้างลมในกระเพาะให้เกิดขึ้น นอกจากนั้นการกลืนอากาศอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อไล่อาการคลื่นไส้วิงเวียนหรือจุกแน่นหน้าอก ก็สามารถทำให้เกิดลมขึ้นได้ หรืออาจเป็นเพราะพวก alkaline food (เช่น นม) เกิดปฏิกริยากับกรดในกระเพาะ
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารอย่างช้าๆ, หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก็สในกระเพาะอาหาร และดื่มชา peppermint หรือ chamomile
Food Cravings (การอยากอาหารบางชนิดอย่างมาก)
สาเหตุ: คุณและทารกที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ ต้องการสารอาหารที่จำเป็นเพิ่มขึ้น เช่น แคลเซียม, วิตามิน C, หรือแร่เหล็ก (เนื้อแดง, ถั่ว, ผักโขม) และฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอาจ ทำให้คุณรู้สึกนึกถึงรสชาติของอาหารพวกนี้ รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็สามารถทำให้เกิดความอยากรับประทานอาหารบางชนิดได้
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารให้น้อย แต่บ่อยขึ้น รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากๆ (ข้าว, มันฝรั่งอบ, ขนมปัง และพวกพาสตาต่างๆ), หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก - ถ้าคุณอยากรับประทานอาหารแปลกๆ ให้ลองติดต่อกับนักโภชนาการ เพื่อสอบถามเมนูอาหารแปลกๆ
เหงือกอักเสบ (Gum Problems)
สาเหตุ: ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงทำให้เหงือกอ่อนนุ่มขึ้น ดังนั้นหากมีรอยขีดข่วนหรือเศษอาหารติดตามซอกฟัน ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อและเหงือกอักเสบได้
แก้ไข: ใช้แปรงสีฟันชนิดขนแปรงนิ่มแปรงฟัน แล้วล้างปากด้วยน้ำยาบ้วนปากจะช่วยได้ หากต้องการใช้dental floss (ไหมขัดฟัน) ควรใช้อย่างเบามือ นอกจากนั้นคุณควรพบทันตแพทย์เพื่อ เช็คสุขภาพปากและฟันในช่วงนี้
ปวดศีรษะ (Headaches)
สาเหตุ: ฮอร์โมน, อาการขาดน้ำกระทันหัน (Dehydration), ความอ่อนเพลีย, ความหิว, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ, หรือภาวะความเครียด ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
แก้ไข: นวดต้นคอด้านข้าง เริ่มจากฐานของกะโหลกศีรษะ หรือขอให้คู่ของคุณนวดใบหน้า, ลำคอ และไหล่ อาจทำให้รู้สึกดีขึ้น พยายามรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอครบทุกมื้อ ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
Haemorrhoids (Piles) ริดสีดวงทวาร
สาเหตุ: การกดทับของมดลูกทำให้เลือดเดินไม่สะดวก หลอดเลือดจึงบวม เป็นผลทำให้ทวารหนักเกิดอาการบวมเจ็บ, คัน เวลาถ่ายจึงทำให้บาดและระคายเคืองยิ่งขึ้นเมื่อท้องผูก
แก้ไข: กรุณาดูคำแนะนำสำหรับ "อาการท้องผูก" และพยายามรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งรวมอาหารที่มีวิตามิน B6 (ไก่), วิตามิน C (ผักสด, ผลไม้สด), และวิตามิน E (ไข่, ทูน่า, บรอคโคลี่) แต่ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร ก่อนที่คุณจะรับประทานวิตามินเสริมเอง
Itching and Rashes (อาการคันและผื่นแดง)
สาเหตุ: อาการคันตามเนื้อตัว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, ผิวหนังแห้ง, การยืดตัวของผิวหนังในระยะปลายของการตั้งครรภ์, หรือเกิดจากความร้อนในร่างกาย หรือความอ่อนเพลีย หากคุณรู้สึกว่าเป็นมากจนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งบอกอาการ obstetric cholestasis (อาการผิดปกติของตับซึ่งเกิดได้ยาก) ส่วน Rashes อาจลุกลามได้ในพื้นที่ชื้น หรือ อาจเกิดจากอาการแพ้อาหาบางชนิด, สบู่ หรือแม้แต่ผงซักฟอก
แก้ไข: ดื่มน้ำสะอาดมากๆใช้shower gel (แชมพูอาบน้ำ) แทนสบู่ซึ่งทำให้ผิวแห้ง หรือลองใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามิน E หรือลองทาคาลาไมน์ หรือเบบี้โลชั่นที่เย็นๆ และใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยคอตตอน
อาการคัดจมูก (Nasal Congestion)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen)ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมีมูกมาก และนำไปสู่การคัดจมูก
แก้ไข: สั่งจมูกเบาๆ อย่างนุ่มนวล หยดน้ำมันยูคาลิปตัส 2 หยดลงในชามใส่น้ำอุ่น แล้วสูดดม หรือทาครีมวาสลีนเล็กน้อยในจมูกจะช่วยได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง
คลื่นไส้ อาเจียน
สาเหตุ: ฮอร์โมนที่หลั่งในช่วงตั้งครรภ์ HCG (และภายหลังคือ Oestrogen และ Progesterone) อาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: พยายามทำอะไรช้าๆ อย่ารีบเร่ง ทานอาหารให้น้อยแต่บ่อยๆ ที่อยู่ท้อง ลองทานของหวาน, ขิง (เช่นขนมปังขิง, น้ำขิง หรือในรูปแบบใดก็ได้) ดื่มน้ำสะอาด หรือรสซ่า หรือพวกหวานเย็น วางขนมปังกรอบ พวกบิสกิตไว้ใกล้มือข้างเตียง เพื่อทานในตอนเช้า 20 นาทีก่อนลุกขึ้นจากเตียง
เหงื่อออกในตอนกลางคืน (Night Sweat)
สาเหตุ: การเพิ่มปริมาณของเลือดในร่างกาย ทำใหหลอดเลือดขยายตัวและทำให้ร่างกายร้อน
แก้ไข: ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากคอตตอน เวลานอนให้เปิดแอร์, หรือพัดลม หรือแม้แต่วางสเปรย์ฉีดน้ำไว้ใกล้เตียง รับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง เช่นผักสด, ถั่ว, ผลไม้แห้ง - ลูกพรุน
ปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน (Pelvic Pain)
สาเหตุ: อาการปวดเกิดจากข้อต่อกระดูกซึ่งหย่อนตัวลง เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ส่วนอาการเจ็บแปลบๆอาจเป็นเพราะทารกในครรภ์ดิ้นไปชนกระเพาะปัสสาวะที่เต็มของคุณ
แก้ไข: หาผ้าห่มหรือถุงนอนมาปูใต้ผ้าปูที่นอน ถ้าเตียงของคุณแข็งเกินไป แล้วนอนตะแคงข้าง กอดหมอนข้างหรือวางหมอนนิ่มๆ ระหว่างเข่าและใต้ท้องของคุณ เวลาก้าวขึ้นเตียงนอน ให้งอเข่าก้าวขึ้นเตียงแล้วค่อยๆ เอนกลิ้งลงนอนอย่างช้าๆ ควรจะปัสสาวะให้บ่อยๆ เพื่อระบายกระเพาะปัสสาวะให้ว่างเสมอ
อาการเจ็บที่กระดูกใต้อก (Rib Pain)
สาเหตุ: อาการเจ็บแปลบๆ ใต้อกด้านใดด้านหนึ่ง เพราะการขยายตัวใหญ่ขึ้นของมดลูกไปกดทับกระดูก
แก้ไข: ซื้อบราที่ได้ขนาดพอดีกับทรวงอกที่ขยายขึ้น (ควรวัดให้ทราบขนาดที่ถูกต้อง) ถ้าบราของคุณคับไปแต่ขนาดของ cup พอดี การเพิ่มผ้าและตะขออาจเป็นประโยชน์ขึ้น ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้กระดูกใต้อกของคุณมีเนื้อที่ขึ้น หรือนั่งกับพื้นชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วขอให้คู่ของคุณช่วยดึงแขนแต่ละข้างขึ้นอย่างช้าๆ อย่างเบามือ
Sciatica
สาเหตุ: อาการปวดตั้งแต่ก้นลงมาจนถึงขา หรือเจ็บแปลบขาข้างหนึ่งข้างใด เป็นเพราะลูกในท้องกดทับเส้นประสาท
แก้ไข: นั่งพักและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บแปลบอีก (นอนพักจะช่วยได้) ลองบีบนวดอย่างเบาๆ แล้วปล่อยมือ แล้วบีบนวดใหม่ที่ก้น หรือเอามือจับพนักเก้าอี้แล้วแกว่งขาไปมาด้านข้าง (ห่าง 45 องศา) หลายๆ ครั้งทุกวัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวดมากเพิ่มขึ้น คุณควรรีบปรึกษาแพทย์
นอนไม่หลับ
สาเหตุ: อาจเกิดจากความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ, ความไม่สบายใจทั่วๆ ไป, หูไวต่อเสียงรบกวน และการต้องลุกไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน
แก้ไข: พยายามเดินออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน, อาบน้ำอุ่น และดื่มเครื่องดื่มผสมนมก่อนนอน, ฟังดนตรีเบาๆจากเครื่องเสียง หรืออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้รางกายได้ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในตอนกลางวัน
กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลาจามหรือไอ
สาเหตุ: เลือดไหลเวียนไปยังไต ทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อบริเวณ pelvic floor ย่อหย่อน (พื้นที่โดยรอบด้านหน้าและหลังของทวารหนัก) ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่ควบคุมได้ไม่ดีนัก
แก้ไข: ดื่มน้ำหรือของเหลวมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ พยายามขมิบปากช่องคลอดก่อนไอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับ ให้ฝึกขมิบแล้วปล่อยประมาณ 50 ครั้งต่อวัน (ครั้งละ 10 หน)
เส้นคล้ำที่หน้าท้อง (Stretchmarks)
สาเหตุ: เส้นคล้ำๆ หรือรอยดำๆ เกิดขึ้นเนื่องจากผิวหนังเกิดการตึง แต่จะค่อยๆ จางหายไปหลังจากการคลอด ทั้งนี้เกิดจากระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และความยืดหยุ่นของผิวหนัง และการที่น้ำหนักตัวขึ้นอย่างกระทันหัน
แก้ไข: พยายามให้น้ำหนักตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทาออยล์, ครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แต่ไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดรอยนี้ได้
ข้อเท้าบวม (Swelling Ankles)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เปลี่ยนระดับความคงที่ของโปตัสเซียมโซเดียม และเซลล์ในร่างกายดูดซับของเหลวไว้ ปริมาณของเลือดเพิ่มขึ้น และน้ำหนักของทารกกดทับหลอดเลือดใหญ่
แก้ไข: ยกเท้าให้สูงเท่าที่จะทำได้ นอนตะแคงข้างเพื่อลดการถูกกดทับของเส้นเลือดใหญ่ หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้าหรือถุงน่องรัดๆ ใส่รองเท้าที่สวมสบาย น้ำลึกๆ อาจช่วยลดอาการบวมได้
Thrush
สาเหตุ: ปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณช่องคลอดและมีเมือกขาวๆออกมาด้วย ทั้งนี้ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เป็นตัวการทำให้เกิด thrush ได้ง่ายในระหว่างที่ตั้งครรภ์
แก้ไข: ใส่กางเกงในที่ทำจากคอตตอน หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ (เพราะมีเคมีคอลในสระน้ำ) และพวกเครื่องอาบน้ำที่ใส่น้ำหอมกลิ่นต่างๆ ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดด้วยน้ำเย็น หรือใช้ฝักบัวรดเบาๆ เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง แพทย์อาจแนะนำครีมหรือ pessaries, รับประทานโยเกิร์ตขวดเล็กๆ ทุกวันเพื่อควบคุมแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร ถ้าหากเมือกออกมาก, มีสี หรือมีกลิ่น ถือว่าผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
อาการอ่อนเพลีย
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในตอนต้นของการตั้งครรภ์, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา, การทำงานหนักมากเกินไป รวมทั้งความเครียด เหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า
แก้ไข: รับฟังร่างกายของคุณ อย่าให้ร่างกายหักโหมเกินไป หากคุณโดยสารรถประจำทาง - ขอที่นั่งจากผู้โดยสารอื่น อย่ายืนเมื่อคุณสามารถนั่งได้ ยกเท้าขึ้นในช่วงพักเที่ยง (ถ้าคุณอยู่ในที่ทำงาน) ทานอาหารกลางวันและอาหารค่ำทุกมื้อ และถ้าเป็นไปได้ควรงีบในตอนบ่าย เข้านอนแต่หัวค่ำ
Vaginal Discharge
สาเหตุ: เกิดจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีอาการตกขาว ซึ่งมักจะเป็นในเดือนหลังๆ แต่ไม่มีผลร้ายต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่ถ้ามีมากหรือมีสี มีกลิ่นถือว่าผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
แก้ไข: ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น 2 ครั้งต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องอาบน้ำที่ผสมน้ำหอม และเปลี่ยนมาใช้ชุดชั้นในที่ทำจากคอตตอน อาจใช้ผ้าอนามัยชนิดบางเพื่อซึมซับ หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงในคับๆ ยีนส์ หรือ leotards (กางเกงใส่เต้นแอโรบิค) คับๆ
เส้นเลือดขอด (Vericose Veins)
สาเหตุ: เส้นเลือดสีน้ำเงินม่วงที่ขอดๆ บนขา (หรือเรียกว่า Vulva) เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง, ปริมาณของเลือดที่เพิ่มขึ้น, การไหลเวียนของเลือดที่ขาไม่สะดวก, และการพองตัวของเส้นเลือดดำ
แก้ไข: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งวิตามิน C มากๆ, เดินยืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายเบาๆ ที่ขา อาจช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ใส่กางเกงพยุงครรภ์ และหลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ
หลักปฏิบัติเพื่อลดอาการอึดอัดขณะตั้งครรภ์
คุณควรเอาใจใส่กับท่านั่ง ท่ายืน รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถูกสุขอนามัย และพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าคุณไม่แน่ใจอาการที่คุณเป็นอยู่ ว่ามีความสำคัญหรือไม่ เพียงใด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
ถ้านี่เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรกของคุณ ควรซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงให้มากที่สุดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อที่คุณจะได้ทำความคุ้นเคยและได้รับความรู้ว่าการตั้งครรภ์นั้นจะต้องรู้สึกและมีอาการอย่างไรบ้าง
ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
การไปพบหมอบ่อยๆ นั้นเป็นการดีกว่าการไม่ไปพบหมอเลย ถึงแม้คุณจะคิดว่า หากไปพบหมอแล้วจะไม่พบปัญหาใดๆ นั่นเป็นการดีสำหรับคุณ แต่ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมา การแก้ไขหรือการรักษาจะง่ายขึ้น ถ้าคุณหมอพบปัญหาตั้งแต่แรก
อาการปวดท้องหรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง
มีเลือดออกจากช่องคลอด, อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ
มีไข้สูง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว
หน้าบวม มือ เท้าบวมจนไม่สามารถสวมรองเท้าได้
อาการอื่นที่คุณวิตกกังวล
ทำความรู้จักฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์สักเล็กน้อย
ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์และอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น เป็นไปเพื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ที่ดี เช่น อาการแพ้ยามตั้งครรภ์มีส่วนมาจากผลของระดับ HCG (Human Chrionic Gonadotrophin) เพิ่มขึ้นซึ่งผลิตโดยรก (Placenta) ที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อรกได้รับฮอร์โมนชนิดนี้แล้วในเวลา 12 อาทิตย์ ระดับฮอร์โมน HCG จะลดลง ดังนั้นอาการคลื่นไส้มักจะหายไปภายใน 16 อาทิตย์
ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นเพื่อให้ร่างกายคลอดบุตรได้ง่ายขึ้น แต่นั่นทำให้คุณเกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) และปวดหลัง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นเช่น มดลูก ทั้งนี้เพื่อปกป้องทารกในครรภ์ให้ปลอดภัยจากการแข็งตัวของมดลูก แต่ฮอร์โมนนี้มีผลทำให้คุณเกิดการท้องผูก นอกจากนั้น 2-3 วันก่อนคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง และทำให้การแข็งตัวของมดลูกรุนแรงขึ้น และคุณอาจจจะมีอาการท้องเสีย
ฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณควรไปพบหมอที่ฝากครรภ์ ตามนัดทุกครั้ง เพื่อหมอจะได้พิจารณาว่าอาการข้างเคียงใดที่เป็นปัญหาควรได้รับการรักษา เช่นอาการบวมเป็นต้น อาจจะมีสาเหตุมาจากอากาศร้อน แต่ถ้าความดันโลหิตของคุณขึ้นสูง และมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ นั่นอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของโรคครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia) ซึ่งคุณจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
ไปหาหมอมาเมื่อ วาน หมดไปอีก 790 บาท -*-
ได้ยาทา2 หลอด กับ คารามายด์มา 1 ขวด
วันนี้ จู่ๆสั่งน้ำมูกก็มีเลือดออกปนมาด้วย -*- ตกใจนะนี่
ทำไมแม่ถึงมีอาการข้างเคียงเยอะจริงๆ
รวบรวมมาหลังจากรู้สึกว่าตัวเองเป็นเยอะเหลือเกิน
ทั้งอ้วก ทั้งผื่น ทั้งนอนไม่หลับ ทั้งท้องอืด และเหงือกอักเสบ ล่าสุดก็โพรงจมูกอักสบ -*-
อาการข้างเคียงขณะตั้งครรภ์ / วิธีที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วว่าที่คุณแม่ทั้งหลายมักไม่ค่อยมีปัญหาน่าหนักใจเกี่ยวกับ การตั้งครรภ์นัก สามารถคลอดบุตรออกมาได้ทารกที่มีสุขภาพดี นอกจากจะมีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่นอาเจียน คลื่นไส้ ปวดหลัง หรือแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) อาการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด แต่อาการที่ว่านี้ผู้อื่นก็ไม่สามารถรู้สึกหรือเห็นได้ชัด จึงมักไม่ได้รับความสนใจหรือเห็นอกเห็นใจเท่าไหร่นัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องอดทนกับอาการที่น่ารำคาญนี้ มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายขึ้นจากอาการดังกล่าวและสามารถมีความสุขได้ตลอดการตั้งครรภ์
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายว่าทำไมปัญหาของอาการข้างเคียงต่างๆ ที่รบกวนคุณในเวลาตั้งครรภ์จึงเกิดขึ้น และเสนอคำแนะนำในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์นี้ด้วยตัวเอง คุณควรปรึกษา, ตรวจสอบกับหมอสูติประจำตัวคุณเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการตั้งครรภ์ และยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเป็นทางการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการปวดท้อง (Abdominal Pain)
สาเหตุ: เนื่องจากข้อต่อซึ่งรองรับมดลูกได้ยืดตัวออก คุณจึงประสบกับอาการปวดเมื่อยด้านข้างของท้อง
การแก้ไข: พยายามนวดอย่างเบาๆ ในบริเวณที่ปวด ด้วยฝ่ามือโดยเคลื่อนไหวฝ่ามือช้าๆ และใส่กางเกงsupport ท้องที่เรียกว่ากางเกงพยุงครรภ์ จะสามารถช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ถ้าคุณมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อยๆ คุณควรรีบปรึกษาแพทย์หรือหมอสูติประจำตัวโดยเร็ว
อาการปวดหลัง (Backache)
สาเหตุ: ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นและการอยู่ในท่วงท่าที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้คุณมีอาการปวดหลังมากยิ่งขึ้น
แก้ไข: ปรับตัวให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง - ยืนตัวตรงๆ และใช้หมอนหนุนหลังเมื่อนั่ง และก้มลงเก็บของโดยให้หลังตรง คือยืนให้น้ำหนักลงที่เท้าทั้งสองข้าง ย่อตัวลงโดยงอข้อสะโพกและหัวเข่า พยายามรักษาระดับให้ใบหู หัวไหล่และสะโพกอยู่ในระดับเดียวกัน
หายใจไม่สะดวก (Breathlessness)
สาเหตุ: ฮอร์โมนทำให้กล้ามเนื้อหน้าอก หย่อนตัวลงและขยายหลอดลม เนื่องจากต้องผลิตเลือดให้ปอดมากขึ้น เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น มดลูกขยายใหญ่ขึ้นมีผลไปดัน กระบังลมส่งผลถึงปอด ทำให้หายใจไม่สะดวก
แก้ไข: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด พยายามหายใจช้าๆ และลึกๆ อย่าทำอะไรรีบร้อน
Carpal Tunnel Syndrome
สาเหตุ: มือ เท้ามีอาการชา เจ็บยิบๆ(tingling) หรือเจ็บฝ่ามือเนื่องจากระบบประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ (มักจะมาจากอาการบวม)
แก้ไข: นวดฝ่ามือ, ขยับนิ้วมือขึ้นลง กางนิ้วมือทั้ง 5 กว้างๆ สัก 2-3 วินาทีแล้วหุบมือ หรือเวลากลางคืนลองนอนห้อยมือลงมาข้างเตียง นอกจากนั้นอาจขอวิตามิน B6 จากแพทย์
ท้องผูก (Constipation)
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นกดทับลำไส้ใหญ ่ทำให้อุจจาระผ่านได้ลำบาก อุจจาระที่คั่งค้างอยู่นานจะถูกดูดซึมน้ำออกไปมาก เวลาถ่ายจะแข็งและถ่ายยาก รวมทั้งการทานวิตามิน ธาตุเหล็กอาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: รับประทานอาหารที่มี ีกากใยมากๆ (เช่น ผลไม้, สลัดผักสด), ดื่มน้ำวันละมากๆ, ดื่มน้ำลูกพรุน และเข้าห้องน้ำทันทีที่จำเป็น อย่ากลั้นไว้
ตะคริว (Cramp)
สาเหตุ: ตะคริวที่ขาหรือเท้าอาจเนื่องมาจากการหมุนเวียน ของเลือดลดประสิทธิภาพลง และการรับประทานอาหาร ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายยามตั้งครรภ์ เช่น ขาดแคลเซียม (มีในนมสด), วิตามิน B รวม, โ ปตัสเซียม (กล้วย, พืชจำพวกถั่ว) หรือ เกลือ
แก้ไข: เมื่อคุณตื่นนอนให้งอนิ้วเท้าขึ้น หรือเพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ลองใช้เท้าแต่ละข้างกลิ้งขวดเปล่าๆ ไปมา 20 ครั้งก่อนนอน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่
หน้ามืดเป็นลม (Fainting)
สาเหตุ: ฮอร์โมนยามตั้งครรภ์ทำ ให้หลอดเลือดหย่อนตัว ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามือเป็นลม และมดลูกของคุณต้องการเลือดเพิ่มขึ้น และจำนวนน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงก็เป็นสาเหตุดังกล่าวได้
แก้ไข: คุณต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับแน่น ฟิตที่จะทำให้คุณร้อน พกพัดลมอันจิ๋วที่มีมอเตอร์ในตัวเอง หรือพัด หรือกระป๋องสเปรย์ฉีดน้ำ เพื่อช่วยคุณระบายความร้อน
การผายลม (Flatulence)
สาเหตุ: ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัว ดังนั้นอาหาร และของเสียจึงไหลผ่านระบบย่อยอย่างเชื่องช้า และสร้างลมในกระเพาะให้เกิดขึ้น นอกจากนั้นการกลืนอากาศอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อไล่อาการคลื่นไส้วิงเวียนหรือจุกแน่นหน้าอก ก็สามารถทำให้เกิดลมขึ้นได้ หรืออาจเป็นเพราะพวก alkaline food (เช่น นม) เกิดปฏิกริยากับกรดในกระเพาะ
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารอย่างช้าๆ, หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก็สในกระเพาะอาหาร และดื่มชา peppermint หรือ chamomile
Food Cravings (การอยากอาหารบางชนิดอย่างมาก)
สาเหตุ: คุณและทารกที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ ต้องการสารอาหารที่จำเป็นเพิ่มขึ้น เช่น แคลเซียม, วิตามิน C, หรือแร่เหล็ก (เนื้อแดง, ถั่ว, ผักโขม) และฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอาจ ทำให้คุณรู้สึกนึกถึงรสชาติของอาหารพวกนี้ รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็สามารถทำให้เกิดความอยากรับประทานอาหารบางชนิดได้
แก้ไข: ควรรับประทานอาหารให้น้อย แต่บ่อยขึ้น รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากๆ (ข้าว, มันฝรั่งอบ, ขนมปัง และพวกพาสตาต่างๆ), หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก - ถ้าคุณอยากรับประทานอาหารแปลกๆ ให้ลองติดต่อกับนักโภชนาการ เพื่อสอบถามเมนูอาหารแปลกๆ
เหงือกอักเสบ (Gum Problems)
สาเหตุ: ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงทำให้เหงือกอ่อนนุ่มขึ้น ดังนั้นหากมีรอยขีดข่วนหรือเศษอาหารติดตามซอกฟัน ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อและเหงือกอักเสบได้
แก้ไข: ใช้แปรงสีฟันชนิดขนแปรงนิ่มแปรงฟัน แล้วล้างปากด้วยน้ำยาบ้วนปากจะช่วยได้ หากต้องการใช้dental floss (ไหมขัดฟัน) ควรใช้อย่างเบามือ นอกจากนั้นคุณควรพบทันตแพทย์เพื่อ เช็คสุขภาพปากและฟันในช่วงนี้
ปวดศีรษะ (Headaches)
สาเหตุ: ฮอร์โมน, อาการขาดน้ำกระทันหัน (Dehydration), ความอ่อนเพลีย, ความหิว, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ, หรือภาวะความเครียด ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
แก้ไข: นวดต้นคอด้านข้าง เริ่มจากฐานของกะโหลกศีรษะ หรือขอให้คู่ของคุณนวดใบหน้า, ลำคอ และไหล่ อาจทำให้รู้สึกดีขึ้น พยายามรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอครบทุกมื้อ ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
Haemorrhoids (Piles) ริดสีดวงทวาร
สาเหตุ: การกดทับของมดลูกทำให้เลือดเดินไม่สะดวก หลอดเลือดจึงบวม เป็นผลทำให้ทวารหนักเกิดอาการบวมเจ็บ, คัน เวลาถ่ายจึงทำให้บาดและระคายเคืองยิ่งขึ้นเมื่อท้องผูก
แก้ไข: กรุณาดูคำแนะนำสำหรับ "อาการท้องผูก" และพยายามรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งรวมอาหารที่มีวิตามิน B6 (ไก่), วิตามิน C (ผักสด, ผลไม้สด), และวิตามิน E (ไข่, ทูน่า, บรอคโคลี่) แต่ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร ก่อนที่คุณจะรับประทานวิตามินเสริมเอง
Itching and Rashes (อาการคันและผื่นแดง)
สาเหตุ: อาการคันตามเนื้อตัว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, ผิวหนังแห้ง, การยืดตัวของผิวหนังในระยะปลายของการตั้งครรภ์, หรือเกิดจากความร้อนในร่างกาย หรือความอ่อนเพลีย หากคุณรู้สึกว่าเป็นมากจนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งบอกอาการ obstetric cholestasis (อาการผิดปกติของตับซึ่งเกิดได้ยาก) ส่วน Rashes อาจลุกลามได้ในพื้นที่ชื้น หรือ อาจเกิดจากอาการแพ้อาหาบางชนิด, สบู่ หรือแม้แต่ผงซักฟอก
แก้ไข: ดื่มน้ำสะอาดมากๆใช้shower gel (แชมพูอาบน้ำ) แทนสบู่ซึ่งทำให้ผิวแห้ง หรือลองใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามิน E หรือลองทาคาลาไมน์ หรือเบบี้โลชั่นที่เย็นๆ และใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยคอตตอน
อาการคัดจมูก (Nasal Congestion)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen)ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมีมูกมาก และนำไปสู่การคัดจมูก
แก้ไข: สั่งจมูกเบาๆ อย่างนุ่มนวล หยดน้ำมันยูคาลิปตัส 2 หยดลงในชามใส่น้ำอุ่น แล้วสูดดม หรือทาครีมวาสลีนเล็กน้อยในจมูกจะช่วยได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง
คลื่นไส้ อาเจียน
สาเหตุ: ฮอร์โมนที่หลั่งในช่วงตั้งครรภ์ HCG (และภายหลังคือ Oestrogen และ Progesterone) อาจเป็นสาเหตุ
แก้ไข: พยายามทำอะไรช้าๆ อย่ารีบเร่ง ทานอาหารให้น้อยแต่บ่อยๆ ที่อยู่ท้อง ลองทานของหวาน, ขิง (เช่นขนมปังขิง, น้ำขิง หรือในรูปแบบใดก็ได้) ดื่มน้ำสะอาด หรือรสซ่า หรือพวกหวานเย็น วางขนมปังกรอบ พวกบิสกิตไว้ใกล้มือข้างเตียง เพื่อทานในตอนเช้า 20 นาทีก่อนลุกขึ้นจากเตียง
เหงื่อออกในตอนกลางคืน (Night Sweat)
สาเหตุ: การเพิ่มปริมาณของเลือดในร่างกาย ทำใหหลอดเลือดขยายตัวและทำให้ร่างกายร้อน
แก้ไข: ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากคอตตอน เวลานอนให้เปิดแอร์, หรือพัดลม หรือแม้แต่วางสเปรย์ฉีดน้ำไว้ใกล้เตียง รับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง เช่นผักสด, ถั่ว, ผลไม้แห้ง - ลูกพรุน
ปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน (Pelvic Pain)
สาเหตุ: อาการปวดเกิดจากข้อต่อกระดูกซึ่งหย่อนตัวลง เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ส่วนอาการเจ็บแปลบๆอาจเป็นเพราะทารกในครรภ์ดิ้นไปชนกระเพาะปัสสาวะที่เต็มของคุณ
แก้ไข: หาผ้าห่มหรือถุงนอนมาปูใต้ผ้าปูที่นอน ถ้าเตียงของคุณแข็งเกินไป แล้วนอนตะแคงข้าง กอดหมอนข้างหรือวางหมอนนิ่มๆ ระหว่างเข่าและใต้ท้องของคุณ เวลาก้าวขึ้นเตียงนอน ให้งอเข่าก้าวขึ้นเตียงแล้วค่อยๆ เอนกลิ้งลงนอนอย่างช้าๆ ควรจะปัสสาวะให้บ่อยๆ เพื่อระบายกระเพาะปัสสาวะให้ว่างเสมอ
อาการเจ็บที่กระดูกใต้อก (Rib Pain)
สาเหตุ: อาการเจ็บแปลบๆ ใต้อกด้านใดด้านหนึ่ง เพราะการขยายตัวใหญ่ขึ้นของมดลูกไปกดทับกระดูก
แก้ไข: ซื้อบราที่ได้ขนาดพอดีกับทรวงอกที่ขยายขึ้น (ควรวัดให้ทราบขนาดที่ถูกต้อง) ถ้าบราของคุณคับไปแต่ขนาดของ cup พอดี การเพิ่มผ้าและตะขออาจเป็นประโยชน์ขึ้น ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้กระดูกใต้อกของคุณมีเนื้อที่ขึ้น หรือนั่งกับพื้นชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วขอให้คู่ของคุณช่วยดึงแขนแต่ละข้างขึ้นอย่างช้าๆ อย่างเบามือ
Sciatica
สาเหตุ: อาการปวดตั้งแต่ก้นลงมาจนถึงขา หรือเจ็บแปลบขาข้างหนึ่งข้างใด เป็นเพราะลูกในท้องกดทับเส้นประสาท
แก้ไข: นั่งพักและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บแปลบอีก (นอนพักจะช่วยได้) ลองบีบนวดอย่างเบาๆ แล้วปล่อยมือ แล้วบีบนวดใหม่ที่ก้น หรือเอามือจับพนักเก้าอี้แล้วแกว่งขาไปมาด้านข้าง (ห่าง 45 องศา) หลายๆ ครั้งทุกวัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวดมากเพิ่มขึ้น คุณควรรีบปรึกษาแพทย์
นอนไม่หลับ
สาเหตุ: อาจเกิดจากความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ, ความไม่สบายใจทั่วๆ ไป, หูไวต่อเสียงรบกวน และการต้องลุกไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน
แก้ไข: พยายามเดินออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน, อาบน้ำอุ่น และดื่มเครื่องดื่มผสมนมก่อนนอน, ฟังดนตรีเบาๆจากเครื่องเสียง หรืออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้รางกายได้ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในตอนกลางวัน
กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลาจามหรือไอ
สาเหตุ: เลือดไหลเวียนไปยังไต ทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อบริเวณ pelvic floor ย่อหย่อน (พื้นที่โดยรอบด้านหน้าและหลังของทวารหนัก) ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่ควบคุมได้ไม่ดีนัก
แก้ไข: ดื่มน้ำหรือของเหลวมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ พยายามขมิบปากช่องคลอดก่อนไอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับ ให้ฝึกขมิบแล้วปล่อยประมาณ 50 ครั้งต่อวัน (ครั้งละ 10 หน)
เส้นคล้ำที่หน้าท้อง (Stretchmarks)
สาเหตุ: เส้นคล้ำๆ หรือรอยดำๆ เกิดขึ้นเนื่องจากผิวหนังเกิดการตึง แต่จะค่อยๆ จางหายไปหลังจากการคลอด ทั้งนี้เกิดจากระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และความยืดหยุ่นของผิวหนัง และการที่น้ำหนักตัวขึ้นอย่างกระทันหัน
แก้ไข: พยายามให้น้ำหนักตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทาออยล์, ครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แต่ไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดรอยนี้ได้
ข้อเท้าบวม (Swelling Ankles)
สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เปลี่ยนระดับความคงที่ของโปตัสเซียมโซเดียม และเซลล์ในร่างกายดูดซับของเหลวไว้ ปริมาณของเลือดเพิ่มขึ้น และน้ำหนักของทารกกดทับหลอดเลือดใหญ่
แก้ไข: ยกเท้าให้สูงเท่าที่จะทำได้ นอนตะแคงข้างเพื่อลดการถูกกดทับของเส้นเลือดใหญ่ หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้าหรือถุงน่องรัดๆ ใส่รองเท้าที่สวมสบาย น้ำลึกๆ อาจช่วยลดอาการบวมได้
Thrush
สาเหตุ: ปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณช่องคลอดและมีเมือกขาวๆออกมาด้วย ทั้งนี้ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Oestrogen) เป็นตัวการทำให้เกิด thrush ได้ง่ายในระหว่างที่ตั้งครรภ์
แก้ไข: ใส่กางเกงในที่ทำจากคอตตอน หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ (เพราะมีเคมีคอลในสระน้ำ) และพวกเครื่องอาบน้ำที่ใส่น้ำหอมกลิ่นต่างๆ ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดด้วยน้ำเย็น หรือใช้ฝักบัวรดเบาๆ เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง แพทย์อาจแนะนำครีมหรือ pessaries, รับประทานโยเกิร์ตขวดเล็กๆ ทุกวันเพื่อควบคุมแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร ถ้าหากเมือกออกมาก, มีสี หรือมีกลิ่น ถือว่าผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
อาการอ่อนเพลีย
สาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในตอนต้นของการตั้งครรภ์, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา, การทำงานหนักมากเกินไป รวมทั้งความเครียด เหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า
แก้ไข: รับฟังร่างกายของคุณ อย่าให้ร่างกายหักโหมเกินไป หากคุณโดยสารรถประจำทาง - ขอที่นั่งจากผู้โดยสารอื่น อย่ายืนเมื่อคุณสามารถนั่งได้ ยกเท้าขึ้นในช่วงพักเที่ยง (ถ้าคุณอยู่ในที่ทำงาน) ทานอาหารกลางวันและอาหารค่ำทุกมื้อ และถ้าเป็นไปได้ควรงีบในตอนบ่าย เข้านอนแต่หัวค่ำ
Vaginal Discharge
สาเหตุ: เกิดจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีอาการตกขาว ซึ่งมักจะเป็นในเดือนหลังๆ แต่ไม่มีผลร้ายต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่ถ้ามีมากหรือมีสี มีกลิ่นถือว่าผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
แก้ไข: ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น 2 ครั้งต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องอาบน้ำที่ผสมน้ำหอม และเปลี่ยนมาใช้ชุดชั้นในที่ทำจากคอตตอน อาจใช้ผ้าอนามัยชนิดบางเพื่อซึมซับ หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงในคับๆ ยีนส์ หรือ leotards (กางเกงใส่เต้นแอโรบิค) คับๆ
เส้นเลือดขอด (Vericose Veins)
สาเหตุ: เส้นเลือดสีน้ำเงินม่วงที่ขอดๆ บนขา (หรือเรียกว่า Vulva) เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง, ปริมาณของเลือดที่เพิ่มขึ้น, การไหลเวียนของเลือดที่ขาไม่สะดวก, และการพองตัวของเส้นเลือดดำ
แก้ไข: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งวิตามิน C มากๆ, เดินยืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายเบาๆ ที่ขา อาจช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ใส่กางเกงพยุงครรภ์ และหลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ
หลักปฏิบัติเพื่อลดอาการอึดอัดขณะตั้งครรภ์
คุณควรเอาใจใส่กับท่านั่ง ท่ายืน รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถูกสุขอนามัย และพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าคุณไม่แน่ใจอาการที่คุณเป็นอยู่ ว่ามีความสำคัญหรือไม่ เพียงใด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
ถ้านี่เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรกของคุณ ควรซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงให้มากที่สุดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อที่คุณจะได้ทำความคุ้นเคยและได้รับความรู้ว่าการตั้งครรภ์นั้นจะต้องรู้สึกและมีอาการอย่างไรบ้าง
ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
การไปพบหมอบ่อยๆ นั้นเป็นการดีกว่าการไม่ไปพบหมอเลย ถึงแม้คุณจะคิดว่า หากไปพบหมอแล้วจะไม่พบปัญหาใดๆ นั่นเป็นการดีสำหรับคุณ แต่ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมา การแก้ไขหรือการรักษาจะง่ายขึ้น ถ้าคุณหมอพบปัญหาตั้งแต่แรก
อาการปวดท้องหรือเป็นตะคริว ซึ่งเพิ่มความปวดขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการปวดมากกว่า 24 ชั่วโมง
มีเลือดออกจากช่องคลอด, อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ
มีไข้สูง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ทานยาแล้วไม่หาย หรือสายตาพร่ามัว
หน้าบวม มือ เท้าบวมจนไม่สามารถสวมรองเท้าได้
อาการอื่นที่คุณวิตกกังวล
ทำความรู้จักฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์สักเล็กน้อย
ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์และอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น เป็นไปเพื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ที่ดี เช่น อาการแพ้ยามตั้งครรภ์มีส่วนมาจากผลของระดับ HCG (Human Chrionic Gonadotrophin) เพิ่มขึ้นซึ่งผลิตโดยรก (Placenta) ที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อรกได้รับฮอร์โมนชนิดนี้แล้วในเวลา 12 อาทิตย์ ระดับฮอร์โมน HCG จะลดลง ดังนั้นอาการคลื่นไส้มักจะหายไปภายใน 16 อาทิตย์
ข้อต่อกระดูกต่างๆ มีการหย่อนตัวมากขึ้นเพื่อให้ร่างกายคลอดบุตรได้ง่ายขึ้น แต่นั่นทำให้คุณเกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอก (Heartburn) และปวดหลัง ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นเช่น มดลูก ทั้งนี้เพื่อปกป้องทารกในครรภ์ให้ปลอดภัยจากการแข็งตัวของมดลูก แต่ฮอร์โมนนี้มีผลทำให้คุณเกิดการท้องผูก นอกจากนั้น 2-3 วันก่อนคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง และทำให้การแข็งตัวของมดลูกรุนแรงขึ้น และคุณอาจจจะมีอาการท้องเสีย
ฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณควรไปพบหมอที่ฝากครรภ์ ตามนัดทุกครั้ง เพื่อหมอจะได้พิจารณาว่าอาการข้างเคียงใดที่เป็นปัญหาควรได้รับการรักษา เช่นอาการบวมเป็นต้น อาจจะมีสาเหตุมาจากอากาศร้อน แต่ถ้าความดันโลหิตของคุณขึ้นสูง และมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ นั่นอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของโรคครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia) ซึ่งคุณจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
Sunday, May 30, 2010
สัปดาห์ที่ 13 กับการเฝ้าดูอาการ
เลย 3 เดือนแล้ว ...
คุณแม่ยังไม่หายแพ้เลย เพิ่งจะโดนฉีดยาแก้แพ้เข็มที่ 4 T T ไปเมื่อวันศุกร์
ตกเลือดน้อยๆ 4-5 วัน เล่นเอาเป็นกังวล
ตรวจภายในก็ไม่สำเร็จ เพราะแม่กลัวจนเกร็ง คุณหมอจึงไม่ตรวจให้
อาการแพ้เหมือนจะดีขึ้น
เพราะว่าอ้วกน้อยลง ... ทานข้าวได้มากขึ้น
แต่ อาการคัน จากผื่นแพ้ มีมากช่วงนี้
ลามไปจนทั่วขาและสะโพก เล่นเอาคันจนนอนไม่ค่อยหลับ T T
คุณแม่ยังไม่หายแพ้เลย เพิ่งจะโดนฉีดยาแก้แพ้เข็มที่ 4 T T ไปเมื่อวันศุกร์
ตกเลือดน้อยๆ 4-5 วัน เล่นเอาเป็นกังวล
ตรวจภายในก็ไม่สำเร็จ เพราะแม่กลัวจนเกร็ง คุณหมอจึงไม่ตรวจให้
อาการแพ้เหมือนจะดีขึ้น
เพราะว่าอ้วกน้อยลง ... ทานข้าวได้มากขึ้น
แต่ อาการคัน จากผื่นแพ้ มีมากช่วงนี้
ลามไปจนทั่วขาและสะโพก เล่นเอาคันจนนอนไม่ค่อยหลับ T T
Friday, May 14, 2010
อัลตราซาวน์ครั้งแรก first see baby
ใกล้ครบระยะ 3 เดือนแล้ว ( ย่างเข้า สัปดาห์ที่ 12)
วันนี้ โดนฉีดยา แก้แพ้ เข้า สะโพกอีก 1 เข็ม TT
ช่างเป็นเรื่องหน้าเศร้าที่ต้องทำใจ สำหรับคนที่แพ้ท้องมากเหมือนคุณแม่
ทำอัลตราซาวน์ครั้งแรกแล้ว *-* / เห็นลูกหลับอยู่ ตัวนิ๊ดเดียว คุณหมอบอกว่าขนาด 5.52 CM.
คุณหมอแกล้งหนู กดเครื่องอัลตราซาวน์ไปๆมาๆเขย่าๆ โพรงมดลูก ดูหนูเป็นเด็กขี้เซาพอสมควร ^ ^
แล้วก็ตื่นมาดิ้นๆ ... แม่เห็นมือเล็กๆของหนูด้วยหละ
มันดีใจบอกไม่ถูก ... คุณพ่อยืนดูอยู่ด้วย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชีียว
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นลูกมั๊ง ^ ^ /
อย่าดื้อมากหละ แม่ไม่อยากถูกฉีดยาบ่อยๆ
ครั้งนี้ หมดค่ารักษาไป 2,044 บาท
(เว้นไว้ใส่รูปแสกนนะ)
วันที่ 6 (สัปดาห์ที่แล้ว) แพ้ท้องรุนแรง กินไม่ได้เลย กินเท่าไหร่ อ้วกออกมาหมด
ก็โดนเจาะน้ำเกลือ ให้นอนที่ รพ. 5 ชม. ในห้องคุณแม่สุดหรู ของแผนกสูตินารีฯ
มือยังช้ำเขียวไม่หายเลย โดนฉีดยาเข้าสะโพก และยาแก้แพ้ รวม 2 เข็ม
หมดไป 5,230 บาท -*- เจ็บจี๊ดตรงค่ารักษานี่แหละ เอิ้กๆ
ยาจัดหนัก
- Dramamine 50 MG
- CPM 4 MG
- PLASIL 10 MG
- FOLIC ACID 5 MG
- VIT B6 50 MG
+ ยาฉีด 2 เข็ม
+ น้ำเกลือ + วิตามิน 1 ถุง
ปล. น้ำหนักลด 4 กก. แล้ว (ตอนนี้หนัก 50)
วันนี้ โดนฉีดยา แก้แพ้ เข้า สะโพกอีก 1 เข็ม TT
ช่างเป็นเรื่องหน้าเศร้าที่ต้องทำใจ สำหรับคนที่แพ้ท้องมากเหมือนคุณแม่
ทำอัลตราซาวน์ครั้งแรกแล้ว *-* / เห็นลูกหลับอยู่ ตัวนิ๊ดเดียว คุณหมอบอกว่าขนาด 5.52 CM.
คุณหมอแกล้งหนู กดเครื่องอัลตราซาวน์ไปๆมาๆเขย่าๆ โพรงมดลูก ดูหนูเป็นเด็กขี้เซาพอสมควร ^ ^
แล้วก็ตื่นมาดิ้นๆ ... แม่เห็นมือเล็กๆของหนูด้วยหละ
มันดีใจบอกไม่ถูก ... คุณพ่อยืนดูอยู่ด้วย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชีียว
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นลูกมั๊ง ^ ^ /
อย่าดื้อมากหละ แม่ไม่อยากถูกฉีดยาบ่อยๆ
ครั้งนี้ หมดค่ารักษาไป 2,044 บาท
(เว้นไว้ใส่รูปแสกนนะ)
วันที่ 6 (สัปดาห์ที่แล้ว) แพ้ท้องรุนแรง กินไม่ได้เลย กินเท่าไหร่ อ้วกออกมาหมด
ก็โดนเจาะน้ำเกลือ ให้นอนที่ รพ. 5 ชม. ในห้องคุณแม่สุดหรู ของแผนกสูตินารีฯ
มือยังช้ำเขียวไม่หายเลย โดนฉีดยาเข้าสะโพก และยาแก้แพ้ รวม 2 เข็ม
หมดไป 5,230 บาท -*- เจ็บจี๊ดตรงค่ารักษานี่แหละ เอิ้กๆ
ยาจัดหนัก
- Dramamine 50 MG
- CPM 4 MG
- PLASIL 10 MG
- FOLIC ACID 5 MG
- VIT B6 50 MG
+ ยาฉีด 2 เข็ม
+ น้ำเกลือ + วิตามิน 1 ถุง
ปล. น้ำหนักลด 4 กก. แล้ว (ตอนนี้หนัก 50)
Thursday, April 22, 2010
8 สัปดาห์ แพ้อย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ 8 ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 9 แล้ว ...
คุณแม่ แพ้ท้องค่อนข้างมาก เริ่มแพ้ตั้งแต่ต้นเดือน
อ้วกทุกวัน วันละหลายๆรอบ เบื่ออาหาร และเหม็นกลิ่นของทอดอมน้ำมัน
หมอให้ยาช่วยลดอาการคลื่นไส้มา เหมือนช่วยได้เล็กน้อย
เป็นช่วงที่ลำบากทีเดียวลูกจ๋า T T
น้ำหนักลดลงไป 2 กิโลกรัม
อากาศก็ร้อนจนจะเป็นลม
สิวเห่อเต็มหน้าผาก
ผิวคล้ำ ขึ้น .....
คุณพ่อไปทำงาน ต่างจังหวัด 3 วัน เหงาจังเลย
วันนี้คุณพ่อจะกลับมาหาแล้วนะ แต่คงดึกๆ แล้วเราคงได้กลับบ้านกัน
ปล. 3 วันนี้ไปอยู่บ้านอาม่า กัน
***********************************************
บทความจาก กระปุก
ยิ่ง แพ้ท้อง ยิ่งช่วยปกป้องเจ้าตัวน้อย (M&C แม่และเด็ก)
บ่อยครั้งอาการแพ้ท้องมักสร้างความทรมานและรำคาญให้คุณแม่ แต่คนโบราณมีความเชื่อว่า ยิ่งแพ้ท้องมาก ยิ่งเป็นสัญญาณว่าลูกที่กำลังจะเกิดมา เป็นเด็กที่มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็ออกมาสนับสนุนความเชื่อนี้ จากการศึกษาวิจัยหญิงตั้งครรภ์หลายพันคน พบว่า แม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง ร่ายกายจะปกป้องตัวเองและทารกจากอันตราย ที่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดิน อาหารต่าง ๆ ที่ทานเข้าไป รวมถึงสารเคมีต่าง ๆ ในอาหาร ได้ดีกว่าผู้หญิงทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกมีการเจริญเติบโตของ แขน ขา และระบบประสาทส่วนกลางของทารก ซึ่งอาการแพ้อาหารบางอย่าง หรือแพ้สิ่งที่ไม่เคยแพ้ จะช่วยสร้างระบบป้องกันการติดเชื้อจากธรรมชาติ และไม่เป็นอันตรายต่อทารก
นอกจากนี้ ยังได้มีการศึกษาวิจัยแม่ตั้งครรภ์ที่คลอดลูกออกมาปกติสมบูรณ์ กับแม่ตั้งครรภ์แล้วแท้งลูก เป็นจำนวนหลายพันคน พบว่า แม่ที่แพ้ท้อง มักมีโอกาสประสบความสำเร็จคลอดลูกออกมาสมบูรณ์แข็งแรงกว่าแม่ ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องขณะตั้งครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่คนไหนที่โชคดี ไม่มีอาการแพ้ท้อง ก็ไม่ต้องวิตกกังวลไป ถือว่าเป็นความโชคดีไปค่ะ
ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นในช่วง ประมาณเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์คือประมาณสัปดาห์ที่ 6 ขึ้นไป แต่หลังจากเดือนที่ 3 และ 4 ฮอร์โมน HCG เริ่มลดลง อาการแพ้ท้องก็จะค่อย ๆ หายไปด้วยค่ะ
นอกจากนี้สภาพจิตใจและอารมณ์ของแม่เอง ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการแพ้ได้ท้องได้เช่นกัน ว่ากันว่าคุณแม่คนไหนที่มีจิตใจอ่อนไหว อารมณ์แปรปรวน มักมีอาการแพ้ท้องมากกว่าแม่ที่อารมณ์มั่นคง จิตใจเข้มแข็ง การดูแลเอาใจจากคนใกล้ชิด ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ท้องต้องการมากกว่าสิ่งใด โดยเฉพาะการเอาอกเอาใจจากคุณสามี เพราะคนท้องมักน้อยใจและหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่รู้ตัวค่ะ
และเราก็มีเทคนิคบรรเทา อาการแพ้ท้องมาแนะนำคุณแม่ด้วยนะคะ
ดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้วตอนเช้า จะช่วยให้อาการแพ้ท้องทุเลาลงได้ค่ะ
เวลาทานข้าว อย่าทานให้อิ่มมาก ให้ทานทีละน้อย ๆ แต่แบ่งเป็นหลายมื้อ ทานเสร็จแล้วก็เดินย่อยสักหน่อย อย่านั่งหรือนอนในทันที
หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของมัน ของแสลง ของคาว
ควรทานอาหารที่อ่อน ๆ ย่อยง่าย เพราะตอนท้องฮอร์โมนจะสูงขึ้น ทำให้ลำไส้ทำงานช้าลงและย่อยช้า ทำให้ท้องอืดง่าย และทำให้รู้สึกอยากอาเจียนได้
หลังทานข้าวไม่ควรแปรงฟันทันที เพราะแปรงสีฟันที่แหย่เข้าไปในปาก อาจทำให้รู้สึกอาเจียนได้
ก่อนนอนควรพยายามทานอะไรเบา ๆ สักหน่อย เช่น โยเกิร์ต นม เพื่อจะได้ช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องหลังตื่นนอนตอนเช้า
พยายามอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศ ถ่ายเท จะได้หายใจเต็มปอด และไม่เกิดอาการวิงเวียน
พยายามอย่าเครียด ทำจิตใจให้สบาย อย่าคิดเล็กคิดน้อย จำไว้ว่าอารมณ์มีผลต่ออาการแพ้ท้องได้ค่ะ
คุณแม่ แพ้ท้องค่อนข้างมาก เริ่มแพ้ตั้งแต่ต้นเดือน
อ้วกทุกวัน วันละหลายๆรอบ เบื่ออาหาร และเหม็นกลิ่นของทอดอมน้ำมัน
หมอให้ยาช่วยลดอาการคลื่นไส้มา เหมือนช่วยได้เล็กน้อย
เป็นช่วงที่ลำบากทีเดียวลูกจ๋า T T
น้ำหนักลดลงไป 2 กิโลกรัม
อากาศก็ร้อนจนจะเป็นลม
สิวเห่อเต็มหน้าผาก
ผิวคล้ำ ขึ้น .....
คุณพ่อไปทำงาน ต่างจังหวัด 3 วัน เหงาจังเลย
วันนี้คุณพ่อจะกลับมาหาแล้วนะ แต่คงดึกๆ แล้วเราคงได้กลับบ้านกัน
ปล. 3 วันนี้ไปอยู่บ้านอาม่า กัน
***********************************************
บทความจาก กระปุก
ยิ่ง แพ้ท้อง ยิ่งช่วยปกป้องเจ้าตัวน้อย (M&C แม่และเด็ก)
บ่อยครั้งอาการแพ้ท้องมักสร้างความทรมานและรำคาญให้คุณแม่ แต่คนโบราณมีความเชื่อว่า ยิ่งแพ้ท้องมาก ยิ่งเป็นสัญญาณว่าลูกที่กำลังจะเกิดมา เป็นเด็กที่มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็ออกมาสนับสนุนความเชื่อนี้ จากการศึกษาวิจัยหญิงตั้งครรภ์หลายพันคน พบว่า แม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง ร่ายกายจะปกป้องตัวเองและทารกจากอันตราย ที่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดิน อาหารต่าง ๆ ที่ทานเข้าไป รวมถึงสารเคมีต่าง ๆ ในอาหาร ได้ดีกว่าผู้หญิงทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกมีการเจริญเติบโตของ แขน ขา และระบบประสาทส่วนกลางของทารก ซึ่งอาการแพ้อาหารบางอย่าง หรือแพ้สิ่งที่ไม่เคยแพ้ จะช่วยสร้างระบบป้องกันการติดเชื้อจากธรรมชาติ และไม่เป็นอันตรายต่อทารก
นอกจากนี้ ยังได้มีการศึกษาวิจัยแม่ตั้งครรภ์ที่คลอดลูกออกมาปกติสมบูรณ์ กับแม่ตั้งครรภ์แล้วแท้งลูก เป็นจำนวนหลายพันคน พบว่า แม่ที่แพ้ท้อง มักมีโอกาสประสบความสำเร็จคลอดลูกออกมาสมบูรณ์แข็งแรงกว่าแม่ ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องขณะตั้งครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่คนไหนที่โชคดี ไม่มีอาการแพ้ท้อง ก็ไม่ต้องวิตกกังวลไป ถือว่าเป็นความโชคดีไปค่ะ
ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นในช่วง ประมาณเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์คือประมาณสัปดาห์ที่ 6 ขึ้นไป แต่หลังจากเดือนที่ 3 และ 4 ฮอร์โมน HCG เริ่มลดลง อาการแพ้ท้องก็จะค่อย ๆ หายไปด้วยค่ะ
นอกจากนี้สภาพจิตใจและอารมณ์ของแม่เอง ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการแพ้ได้ท้องได้เช่นกัน ว่ากันว่าคุณแม่คนไหนที่มีจิตใจอ่อนไหว อารมณ์แปรปรวน มักมีอาการแพ้ท้องมากกว่าแม่ที่อารมณ์มั่นคง จิตใจเข้มแข็ง การดูแลเอาใจจากคนใกล้ชิด ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ท้องต้องการมากกว่าสิ่งใด โดยเฉพาะการเอาอกเอาใจจากคุณสามี เพราะคนท้องมักน้อยใจและหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่รู้ตัวค่ะ
และเราก็มีเทคนิคบรรเทา อาการแพ้ท้องมาแนะนำคุณแม่ด้วยนะคะ
ดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้วตอนเช้า จะช่วยให้อาการแพ้ท้องทุเลาลงได้ค่ะ
เวลาทานข้าว อย่าทานให้อิ่มมาก ให้ทานทีละน้อย ๆ แต่แบ่งเป็นหลายมื้อ ทานเสร็จแล้วก็เดินย่อยสักหน่อย อย่านั่งหรือนอนในทันที
หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของมัน ของแสลง ของคาว
ควรทานอาหารที่อ่อน ๆ ย่อยง่าย เพราะตอนท้องฮอร์โมนจะสูงขึ้น ทำให้ลำไส้ทำงานช้าลงและย่อยช้า ทำให้ท้องอืดง่าย และทำให้รู้สึกอยากอาเจียนได้
หลังทานข้าวไม่ควรแปรงฟันทันที เพราะแปรงสีฟันที่แหย่เข้าไปในปาก อาจทำให้รู้สึกอาเจียนได้
ก่อนนอนควรพยายามทานอะไรเบา ๆ สักหน่อย เช่น โยเกิร์ต นม เพื่อจะได้ช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องหลังตื่นนอนตอนเช้า
พยายามอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศ ถ่ายเท จะได้หายใจเต็มปอด และไม่เกิดอาการวิงเวียน
พยายามอย่าเครียด ทำจิตใจให้สบาย อย่าคิดเล็กคิดน้อย จำไว้ว่าอารมณ์มีผลต่ออาการแพ้ท้องได้ค่ะ
Labels:
morning sickness,
pregnancy,
ตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์,
อาการแพ้ท้อง
Thursday, April 8, 2010
วันนี้ "บวม"
ตื่นตอนเช้าด้วยอาการ "บวม"
ตาบวม - จมูกบวม และหน้าบวม ใครๆก็ทักว่าวันนี้โทรมจัง
เหมือนคนร้องไห้ทั้งคืน แล้วตื่นมาตอนเช้าแบบเบลอๆ
สงสัยเมื่อคืนอ้วกมากไปหน่อย และ มีไข้หนาวสั่นอ่อนๆ > <"
My -- God --- ฉันจะต้องอยู่ในสภาพนี้อีกนานเท่าไหร่?
2-3 วันนี้คุณแม่แพ้ท้อง มากจัง ทานอาหารอะไรก็ไม่ค่อยได้ เหม็นหืน
โดยเฉพาะพวกหวานจัดๆ และ อมน้ำมันเยอะๆ ขนาดยำหมูแซ่บ ยังขย้อนออกแทบไม่ทัน
ในปาก มีรสฝาดๆลิ้น และ พะอืดพะอมอยู่ตลอดเวลา
อ้วกออกทั้งน้ำลาย น้ำย่อย น้ำมูก และน้ำตา
ไม่แปลกที่จะดู จมูกเบ่ง ตาบวม เหมือนคนเพิ่งร้องไห้มา T T
เรื่องลำบากสำหรับช่วงนี้คือ หาของกิน ยังงัยให้กินได้อย่างมีความสุข
เพราะทุกอย่างดูเหมือนไม่น่ากินไปหมด
ตาบวม - จมูกบวม และหน้าบวม ใครๆก็ทักว่าวันนี้โทรมจัง
เหมือนคนร้องไห้ทั้งคืน แล้วตื่นมาตอนเช้าแบบเบลอๆ
สงสัยเมื่อคืนอ้วกมากไปหน่อย และ มีไข้หนาวสั่นอ่อนๆ > <"
My -- God --- ฉันจะต้องอยู่ในสภาพนี้อีกนานเท่าไหร่?
2-3 วันนี้คุณแม่แพ้ท้อง มากจัง ทานอาหารอะไรก็ไม่ค่อยได้ เหม็นหืน
โดยเฉพาะพวกหวานจัดๆ และ อมน้ำมันเยอะๆ ขนาดยำหมูแซ่บ ยังขย้อนออกแทบไม่ทัน
ในปาก มีรสฝาดๆลิ้น และ พะอืดพะอมอยู่ตลอดเวลา
อ้วกออกทั้งน้ำลาย น้ำย่อย น้ำมูก และน้ำตา
ไม่แปลกที่จะดู จมูกเบ่ง ตาบวม เหมือนคนเพิ่งร้องไห้มา T T
เรื่องลำบากสำหรับช่วงนี้คือ หาของกิน ยังงัยให้กินได้อย่างมีความสุข
เพราะทุกอย่างดูเหมือนไม่น่ากินไปหมด
Sunday, April 4, 2010
โรคหวัด และ อาการแพ้ท้อง morning sickness and Cold during early-pregnancy
หลังจากป่วยเป็นไข้หวัด คออักเสบ มา 1 สัปดาห์ ยาใกล้หมดแล้ว แต่ยังไม่หายซะทีเดียว
ถูกหมอดุด้วยว่าให้ระวังตัวมากกว่านี้อย่าคลุกคลีกับ คนเป็นหวัด เพราะคนตั้งครรภ์จะมีภูมิคุ้มกันลดลง
เวลาป่วยจะเป็นหนักและรักษานานกว่าปรกติ
ยาที่ให้ทานได้แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว เป็นยาฤิทธิอ่อน
ถ้าเป็นบ่อยทานบ่อยแล้วดื้อยาขึ้นมา ก็จะทานตัวอื่นไม่ได้เพราะมีผลกระทบต่อเด็ก -*-
และอาการแพ้ท้องเหมือนจะเพิ่งเริ่มมาแทนไข้หวัด คุยกับเพื่อนๆที่ตั้งท้องด้วยกัน
เค๊าบอกมาว่า อาการแพ้ท้องจะเริ่มตอนใกล้ๆ 2 เดือน -0-
ถ้านับตามปฏิทินตั้งครรภ์ (นับตั้งแต่วันแรก ของการมี ปจด. เดือนสุดท้าย)
สัปดาห์นี้ของเราก็จะเข้า สัปดาห์ที่ 7 แล้ว
สัปดาห์ก่อน คลื่นไส้อาเจียน แต่ทานข้าวอิ่มก็หาย เลยคิดว่าจะเป็นเพราะหิว
แต่วันนี้ไม่ใช่ คลื่นไส้อาเจียน ช่วงเช้า ถึงจะทานข้าวเช้าอิ่มแล้ว ก็ยังเป็น... T T
ไปเสริทหาข้อมูลในเน็ท เกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง
อาการแพ้ท้องจะคงอยู่เป็นระยะเวลานานเท่าใด
อาการแพ้ท้อง มักแตกต่างกันไปในแต่ละคน คุณแม่บางท่าน อาจมีอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกไม่สบาย โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้สัก 2-3 สัปดาห์ แต่บางท่านก็มีอาการเพียงแค่ไม่กี่วันหลังตั้งครรภ์ ถ้าโชคดี คุณอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลยก็ได้ และการแพ้ท้องอาจเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเสมอไป
โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้ท้อง จะ หมดไปในช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดขึ้นได้อีกตลอดช่วงตั้งครรภ์ เพียงแค่ได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนให้คลื่นเหียนอาเจียน และแน่นอนว่ากลิ่นที่ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน
วิธีการรักษาอาการแพ้ท้องที่ใช้ได้ผลมี ดังนี้
ถูกหมอดุด้วยว่าให้ระวังตัวมากกว่านี้อย่าคลุกคลีกับ คนเป็นหวัด เพราะคนตั้งครรภ์จะมีภูมิคุ้มกันลดลง
เวลาป่วยจะเป็นหนักและรักษานานกว่าปรกติ
ยาที่ให้ทานได้แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว เป็นยาฤิทธิอ่อน
ถ้าเป็นบ่อยทานบ่อยแล้วดื้อยาขึ้นมา ก็จะทานตัวอื่นไม่ได้เพราะมีผลกระทบต่อเด็ก -*-
และอาการแพ้ท้องเหมือนจะเพิ่งเริ่มมาแทนไข้หวัด คุยกับเพื่อนๆที่ตั้งท้องด้วยกัน
เค๊าบอกมาว่า อาการแพ้ท้องจะเริ่มตอนใกล้ๆ 2 เดือน -0-
ถ้านับตามปฏิทินตั้งครรภ์ (นับตั้งแต่วันแรก ของการมี ปจด. เดือนสุดท้าย)
สัปดาห์นี้ของเราก็จะเข้า สัปดาห์ที่ 7 แล้ว
สัปดาห์ก่อน คลื่นไส้อาเจียน แต่ทานข้าวอิ่มก็หาย เลยคิดว่าจะเป็นเพราะหิว
แต่วันนี้ไม่ใช่ คลื่นไส้อาเจียน ช่วงเช้า ถึงจะทานข้าวเช้าอิ่มแล้ว ก็ยังเป็น... T T
ไปเสริทหาข้อมูลในเน็ท เกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง
อาการแพ้ท้องจะคงอยู่เป็นระยะเวลานานเท่าใด
อาการแพ้ท้อง มักแตกต่างกันไปในแต่ละคน คุณแม่บางท่าน อาจมีอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกไม่สบาย โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้สัก 2-3 สัปดาห์ แต่บางท่านก็มีอาการเพียงแค่ไม่กี่วันหลังตั้งครรภ์ ถ้าโชคดี คุณอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลยก็ได้ และการแพ้ท้องอาจเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเสมอไป
โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้ท้อง จะ หมดไปในช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดขึ้นได้อีกตลอดช่วงตั้งครรภ์ เพียงแค่ได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนให้คลื่นเหียนอาเจียน และแน่นอนว่ากลิ่นที่ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน
วิธีการรักษาอาการแพ้ท้องที่ใช้ได้ผลมี ดังนี้
- รับ ประทานของขบเคี้ยวง่ายๆ และไม่หวานมากทันทีที่คุณตื่นนอน เช่น บิสกิตหรือขนมปังกรอบจะช่วยได้อย่างมาก จากนั้น ให้นอนพักอีก 20-30 นาที ก่อนลุกออกจากเตียง
- ในช่วงที่เหลือระหว่างวัน พยายามรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่รับประทานบ่อยๆ ทานอะไรสักหน่อย ดีกว่าไม่ได้ทานอะไรเลยหรือซื้อของขบเคี้ยวมาเก็บไว้ เช่น ขนมปังกรอบหรือโยเกิร์ตไว้รับประทานเวลาหิว
- อาหารที่มีโปรตีนหรือ คาร์โบไฮเดรตสูงสามารถช่วยป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะฉะนั้น พยายามรับประทานอาหารทั้งสองชนิดนี้ร่วมกัน เช่น รับประทานไข่สุกกับขนมปังปิ้ง
- ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเปล่า น้ำผลไม้ นม ชาผลไม้ น้ำอะไรก็ตามที่คุณสามารถดื่มได้ น้ำขิงหรือชาขิงจะช่วยให้อาการคลื่นไส้อาเจียนลดลงและทำให้หายจากอาการแพ้ ท้องได้ ที่สำคัญ อย่าลืมหาเวลาผ่อนคลายเพื่อกำจัดความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน การพูดคุยกับว่าที่คุณแม่คนอื่นๆ ที่มีอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันก็สามารถช่วยผ่อนคลายได้
Subscribe to:
Posts (Atom)