วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปอัลตราซาวน์ เห็นหน้าไอวี่ด้วย เอาแต่หลับ
ทำแก้มยุ้มเชียว ( ^^ ) คุณหมอชี้ให้ดู บอกว่าลูกหนักประมาณ 1.9 กก. แล้วหละ
ท้องแม่ขยาย พองเป่ง จนแข็งโป๊กเลย -..-" หายใจไม่ค่อยออก
เดือนที่ 7แล้วนะจ๊ะ ไอวี่
สัปดาห์นี้เหมือนจะดีขึ้น เพราะพะอืดพะอมไม่ค่อยอ้วก
ช่วงนี้แม่มีเหงือกอักเสบ หลายจุดเลย แปลงฟันทีไร T T เลือดออกทุกที
บางวันก็ทะเลาะกะของกิน โดยเฉพาะของกินกรอบๆ หรือ แข็งหน่อย
ก็จะสะกิดเหงือกทำเอาเลือดท่วมฟันได้เหมือนกัน
เวลานอนต้องนอนตะแคง เอียงซ้าย หรือขวาสลับๆกันไปตลอดทั้งคืน
เพราะเมื่อยจาก นน. กดทับ เมื่อวานซืนเพิ่งไปนวดแผนไทยมา คลายเมื่อยได้เยอะ
เมื่อวานพ่อก็เพิ่งจะหายหวัดและเพิ่งไปฉีดวัคซีนกันไข้หวัดใหญ่
เพราะสัปดาห์ที่แล้วทั้งสัปดาห์ คุณพ่อเป็นไข้หวัด(ใหญ่) มั๊ง
น่าสงสารนอนซมหลายวัน แต่ก็ยังต้องไปทำงาน โชคดีที่แม่ฉีดวัคซีนกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ไว้แล้ว
ไอวี่กะแม่จึงอยู่ร่วมกับพ่อได้อย่างปลอดภัย
สองสัปดาห์นี้ ต้องพาคุณตาไป รพ. หลายครั้ง อุ้มท้องเอาไอวี่ไปด้วย
เหนื่อยเอาการเหมือนกัน ลางานติดๆเป็นว่าเล่น (เค๊าไม่ไล่ออกก็ดีหนักหนาแล้ว)
ช่วงนี้เป็นช่วงเหนื่อยๆ ของแม่จริงๆ อยากให้ไอวี่ออกมาเร็วๆ
จะได้อุ้มตัวเป็นๆ (อุ้มท้องมันอึดอัด หุหุ)
Friday, September 24, 2010
Thursday, September 9, 2010
เลือดท่วมปาก ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์
ย่างเข้าเดือนที่ 7 แล้ว
อาการแพ้ท้องลดลงไปเยอะ
พะอืดพะอมบ้าง แต่อ้วกน้อยลง
แม่ นน. 55 กก.แล้ว ถือว่ายังขึ้นจากเดิมไม่มาก (ตอนแพ้หนักๆ 50 กก.)
ไอวี่ ดิ้นแรงขึ้น และบ่อยขึ้น
วันนี้เลือดท่วมปากอีกแล้ว เพราะเม็ดละมุดสะกิดถูกเหงือก ฟันหน้าอาบเลือดทั้งแถว หึหึ
น้านกตกใจ บอกให้รีบไปบ้วนปาก (จริงๆก็ท่วมมาหลายครั้งแล้ว)
แรกๆคิดว่าเลือดออกตามไรฟัน หาวิตามินซีมากิน แต่ก็ไม่ช่วยอะไร
หมอบอกว่า เป็น ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ เหงือกจะบานออก
ซ้อนทับกัน สะกิดเบาๆก็เลือดออกได้ ดังนั้นแปรงฟันต้องระวังอย่างยิ่ง
ถ้าบานมากๆต้องไปหาหมอฟัน ให้ตัดเหงือกที่เกินออก -*-
ช่วงนี้ก็ต้องระวังกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กะตะคริว -0-
ชีวิตระหว่างตั้งครรภ์นี่น่ารำคาญเสียจริง
แต่ก็รู้สึกดี เวลารู้ว่าไอวี่ดิ้นดุ๊บๆอยู่ในท้อง ^ ^
คุณพ่อเองก็เล่านิทานก่อนนอนให้หนูฟังทุกวันเลย รู้ป่าวจ๊ะ?
โชคดีที่เดือนนี้พ่อไป ตจว. วันเดียว ไม่งั้นแม่เหี่ยวแห้งหัวโตแน่เลย
รักไอวี่นะคะ จุ๊บๆ
อาการแพ้ท้องลดลงไปเยอะ
พะอืดพะอมบ้าง แต่อ้วกน้อยลง
แม่ นน. 55 กก.แล้ว ถือว่ายังขึ้นจากเดิมไม่มาก (ตอนแพ้หนักๆ 50 กก.)
ไอวี่ ดิ้นแรงขึ้น และบ่อยขึ้น
วันนี้เลือดท่วมปากอีกแล้ว เพราะเม็ดละมุดสะกิดถูกเหงือก ฟันหน้าอาบเลือดทั้งแถว หึหึ
น้านกตกใจ บอกให้รีบไปบ้วนปาก (จริงๆก็ท่วมมาหลายครั้งแล้ว)
แรกๆคิดว่าเลือดออกตามไรฟัน หาวิตามินซีมากิน แต่ก็ไม่ช่วยอะไร
หมอบอกว่า เป็น ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ เหงือกจะบานออก
ซ้อนทับกัน สะกิดเบาๆก็เลือดออกได้ ดังนั้นแปรงฟันต้องระวังอย่างยิ่ง
ถ้าบานมากๆต้องไปหาหมอฟัน ให้ตัดเหงือกที่เกินออก -*-
ช่วงนี้ก็ต้องระวังกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กะตะคริว -0-
ชีวิตระหว่างตั้งครรภ์นี่น่ารำคาญเสียจริง
แต่ก็รู้สึกดี เวลารู้ว่าไอวี่ดิ้นดุ๊บๆอยู่ในท้อง ^ ^
คุณพ่อเองก็เล่านิทานก่อนนอนให้หนูฟังทุกวันเลย รู้ป่าวจ๊ะ?
โชคดีที่เดือนนี้พ่อไป ตจว. วันเดียว ไม่งั้นแม่เหี่ยวแห้งหัวโตแน่เลย
รักไอวี่นะคะ จุ๊บๆ
Monday, August 9, 2010
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23 แล้ว
แม่ยังไม่หายแพ้ซักที เมื่อเช้าอ้วกเป็นน้ำเลย
ออกมาพร้อมวิตตามินบำรุง ขมไปทั้งปาก
น้ำมูกน้ำตาไหล แต่ทำไงได้หละ ก็มันต้องเป็นอย่างงี้อยู่แล้ว
ไม่รู้จะแพ้ท้อง 9 เดือน รึเปล่านะ
ไอวี่เต้นดุ๊บๆ บ่อยและแรงขึ้น
กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ
ช่วงนี้เป็นตะคริว และเลือดออกตามไรฟัน บ่อยๆ
ขนาดกินยาหมอแล้วนะนี่ ...
คุณพ่ออารมณ์ดี เห็นแม่ท้องเริ่มโต
ชอบเล่น ชอบแหย่ และคุยกะไอวี่บ่อยๆ
ได้ยินเสียงพ่อบ้างรึเปล่าจ๊ะ?
แม่ยังไม่หายแพ้ซักที เมื่อเช้าอ้วกเป็นน้ำเลย
ออกมาพร้อมวิตตามินบำรุง ขมไปทั้งปาก
น้ำมูกน้ำตาไหล แต่ทำไงได้หละ ก็มันต้องเป็นอย่างงี้อยู่แล้ว
ไม่รู้จะแพ้ท้อง 9 เดือน รึเปล่านะ
ไอวี่เต้นดุ๊บๆ บ่อยและแรงขึ้น
กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ
ช่วงนี้เป็นตะคริว และเลือดออกตามไรฟัน บ่อยๆ
ขนาดกินยาหมอแล้วนะนี่ ...
คุณพ่ออารมณ์ดี เห็นแม่ท้องเริ่มโต
ชอบเล่น ชอบแหย่ และคุยกะไอวี่บ่อยๆ
ได้ยินเสียงพ่อบ้างรึเปล่าจ๊ะ?
Monday, August 2, 2010
22 สัปดาห์
จันทร์ที่แล้วไปหาหมอตรวจครรภ์
อายุลูกก็น่าจะ 22 สัปดาห์ แล้วนะ เรามากัน 1/2 ทางละ
อีก 4 เดือน จะได้เห็นหน้ากันแล้ว แม่นึกทุกวันลูกจะหน้าตาเหมือนใครนะ ^ ^
น้ำหนักขึ้น 2 กก. ใครๆก็บอกว่าท้องแม่เล็ก
แต่คุณหมอบอกว่าขนาดปรกติ เพราะแม่ไม่มี Fat ท้องเลยไม่ใหญ่มาก
และหนูก็แข็งแรงดี ซาวน์ดูครั้งที่ 3 ตัวหนูยาว 27 ซม.แล้ว
ลูกดิ้นแรงขึ้น คงเพราะหนูตัวใหญ่ขึ้นถึงจับความรู้สึกได้ชัดเจน
เวลาท้องลูกดิ้น แม่จะเรียกพ่อเอามือมาจับเวลาไอวี่ดุ๊บๆ
คุณพ่อคุยกะหนูทุกวันเลย จุ๊บๆหนูผ่านท้องแม่บ่อยๆรู้ป่าวคะ ^^
ช่วงนี้นอนหงายท้องลำบากขึ้น ปวดเมื่อยตามตัวนอนไม่ค่อยหลับ
เค๊าว่ากันว่าพอ 7-8 เดือน จะยิ่งกว่านี้อีก มีหนูมานอนอยู่ในพุง
จะบิดตัวก็ลำบากนิดหน่อย คิดแล้วก็แปลกๆดี
แม่ไม่ได้กินข้าวเย็นมา 2 วันแล้ว เนื่องจากพะอืดพะอม
วันนี้ไม่รู้จะกินมื้อเย็นได้ไหม
ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวันทำเอาสัปดาห์ที่แล้วเป็นหวัด
อ้วกไป 2 ครั้ง T T ยังไม่หายแพ้ แม่ทรมาณจัง
อายุลูกก็น่าจะ 22 สัปดาห์ แล้วนะ เรามากัน 1/2 ทางละ
อีก 4 เดือน จะได้เห็นหน้ากันแล้ว แม่นึกทุกวันลูกจะหน้าตาเหมือนใครนะ ^ ^
น้ำหนักขึ้น 2 กก. ใครๆก็บอกว่าท้องแม่เล็ก
แต่คุณหมอบอกว่าขนาดปรกติ เพราะแม่ไม่มี Fat ท้องเลยไม่ใหญ่มาก
และหนูก็แข็งแรงดี ซาวน์ดูครั้งที่ 3 ตัวหนูยาว 27 ซม.แล้ว
ลูกดิ้นแรงขึ้น คงเพราะหนูตัวใหญ่ขึ้นถึงจับความรู้สึกได้ชัดเจน
เวลาท้องลูกดิ้น แม่จะเรียกพ่อเอามือมาจับเวลาไอวี่ดุ๊บๆ
คุณพ่อคุยกะหนูทุกวันเลย จุ๊บๆหนูผ่านท้องแม่บ่อยๆรู้ป่าวคะ ^^
ช่วงนี้นอนหงายท้องลำบากขึ้น ปวดเมื่อยตามตัวนอนไม่ค่อยหลับ
เค๊าว่ากันว่าพอ 7-8 เดือน จะยิ่งกว่านี้อีก มีหนูมานอนอยู่ในพุง
จะบิดตัวก็ลำบากนิดหน่อย คิดแล้วก็แปลกๆดี
แม่ไม่ได้กินข้าวเย็นมา 2 วันแล้ว เนื่องจากพะอืดพะอม
วันนี้ไม่รู้จะกินมื้อเย็นได้ไหม
ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวันทำเอาสัปดาห์ที่แล้วเป็นหวัด
อ้วกไป 2 ครั้ง T T ยังไม่หายแพ้ แม่ทรมาณจัง
Tuesday, July 20, 2010
กลางสัปดาห์ ที่ต้องอยู่ให้ได้ / วิธีรับมือโรคซึมเศร้า ระหว่างตั้งครรภ์
วันนี้ไอวี่ตื้นเช้า ดิ้นนานเป็นพิเศษ
ลูกจะรู้รึเปล่าว่าคุณพ่อจะไปชลบุรี ถึงดุ๊บๆ ปลุกแม่?
ติดรถป้าหยิมมาทำงาน ป้าหยิมเองก็กำลังมีน้อง เป็นเพื่อนไอวี่เลย
ตามมาติดๆประมาณ 2-3 เดือน
แม่คิดถึงพ่อจังเลยลูก
กลัวจังว่าจะหงอยเหงาหดหู่ กลัวน้ำตาจะไหล
ตอนนี้ยังทำใจได้อยู่ เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อเช้า
เราต้องอยู่กัน ให้ได้ใช่ไหม? แค่ 2 วันเอง
(แต่พ่อไป ตจว. บ่อยจัง)
อากาศในออฟฟิศ เย็นกำลังดี
งานแม่ไม่ค่อยจะมีให้ทำ นั่งเล่นเน็ทเรื่อยๆ
ส่วนน้านก ก็ง่วนกับการหาอะไรมาทำ (น้านกนี่ขยันจริงๆ ^^)
ไอวี่โตมาต้องขยันแบบน้านก กะอาม่านะ อิอิ
แม่สั่งซื้อชุดหลอดไฟสังฆทานมาด้วยนะ ไว้พ่อกลับมา
เรา 3 คนไปทำบุญเข้าพรรษากัน ให้หลอดไฟสว่างไสว
ให้ไอวี่ฉลาดหัวไบร์ท ชีวิตสดใสเหมือนแสงไฟนะจ๊ะ *-*
**************************************
โรคซึมเศร้ากับหญิงตั้งครรภ์
เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่โยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอารมณ์ของผู้ เป็นแม่ในขณะตั้งครรภ์กับพัฒนาการของทารกในครรภ์ เมื่อพบว่า หากระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้น ผู้เป็นแม่ประสบกับภาวะเครียด เศร้า หดหู่บ่อย ๆ จะส่งผลให้ทารกในครรภ์มีโอกาส "ก้าวร้าว" ในช่วงวัยรุ่นสูงกว่าเด็กที่แม่มีสภาพจิตใจร่าเริงได้
ไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดจากความหดหู่ของแม่ตั้งครรภ์เมื่อส่งต่อไปยังลูกทำให้ลูกมี พฤติกรรมก้าวร้าวแล้ว ก็ยังทำให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาส "หดหู่-เศร้าหมอง" ในอนาคตเมื่อตนเองต้องตั้งครรภ์เป็นแม่คนด้วยเช่นกัน
ศาสตราจารย์เดล เอฟ. เฮย์ (Dale F. Hay) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Cardiff ผู้ทำการศึกษาวิจัยในประเด็นดังกล่าวได้ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลจากครอบครัวชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในแหล่ง ชุมชน ผ่านการสัมภาษณ์ โดยเป็นเด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษจำนวน 120 คน ในช่วงที่เด็กเหล่านั้นอายุ 4, 11 และ 16 ปี รวมถึงพ่อแม่ของพวกเขา ซึ่งในจำนวนนี้พบว่า แม่ของเด็กถึง 1 ใน 3 หรือเท่ากับ 40 คนมีอาการซึมเศร้าระหว่างตั้งครรรภ์
นักวิจัยระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครอบครัวเหล่านี้อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่มีความจอแจ และบางแห่งก็เป็นแหล่งเสื่อมโทรม จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่อธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดจึงทำให้ผู้เป็นแม่เกิดความรู้สึกไม่สบายใจไม่สบายกายในระหว่าง ตั้งครรภ์ได้
นอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์เด็กทั้ง 120 คน ศาสตราจารย์เฮย์ และทีมงานระบุว่า เด็กกลุ่มที่มารดามีภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรรภ์ เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นมีโอกาสจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้มากกว่าเด็กคน อื่น ๆ ถึง 4 เท่า ในขณะที่เด็กวัยรุ่นซึ่งขณะตั้งครรภ์ ผู้เป็นแม่มีอารมณ์ร่าเริงมีความเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวได้น้อย กว่า โดยเธอยังได้อ้างถึงงานวิจัยในอดีตที่มีการศึกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง ทางอารมณ์ของแม่ตั้งครรภ์ว่ามีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ขึ้น มากล่าวด้วย อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ของเธอ ไม่ได้นำเรื่องยีนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
"จากงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงที่เคยมีประวัติด้านพฤติกรรมก้าวร้าว มีโอกาสจะเป็นโรคซึมเศร้าได้เมื่อพวกเธอตั้งครรภ์ เธอจึงเป็นคุณแม่กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากจะให้กำเนิด ทารก" ศาสตราจารย์เฮย์กล่าวปิดท้าย
เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะหดหู่ ซึมเศร้าต้องทำร้ายคุณแม่ตั้งครรภ์ดังกล่าว ทีมงาน Life & Family จึงได้มองหาแนวทางป้องกัน-แก้ไขจาก womenhealth มาฝากกันค่ะ ซึ่งได้แก่
1. จงเลือกเป็นผู้ควบคุมชีวิตของตัวเอง
เริ่มจากการสำรวจตรวจสอบรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ ด้วยการจดสิ่งที่คุณทำในแต่ละวันลงในกระดาษ ทั้งงานบ้าน งานที่ออฟฟิศ และงานอื่น ๆ จากนั้นก็พิจารณากิจกรรมเหล่านั้นด้วยใจที่เป็นธรรมสักนิดว่ามันเป็นกิจกรรม ที่ทำให้คุณรู้สึกพอใจหรือไม่ คุณใช้เวลาหมดไปกับสิ่งเหล่านั้นมากเกินกว่าจะหันมาสนใจตัวเอง หาเวลาให้ตัวเองหรือไม่ หรือมันเป็นงานที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจกับมันหรือไม่
หากผลออกมาเป็นไม่ ก็ถึงเวลาที่คุณต้องตัดบางสิ่งออก และหันมาใส่ใจกับการให้เวลาตัวเองด้วยการเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ สนใจ และมีความสุขแทน ซึ่งคุณก็จะได้เวลาบางช่วงกลับคืนมา เช่น ได้นอนหลับแต่หัวค่ำขึ้น ได้อ่านหนังสือที่มีประโยชน์สำหรับแม่ตั้งครรภ์มากขึ้น ฯลฯ
2. ยอมรับว่ามีบางอย่างที่คุณควบคุมไม่ได้เหมือนกัน
แม้ว่าจะผ่านข้อแรกมาด้วยการบอกว่า ให้คุณกลับขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมชีวิตตัวเอง แต่กระนั้น การตั้งครรภ์ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่เช่นกัน เช่น อาการแพ้ท้อง ความรู้สึกหงุดหงิด การปวดหลัง ปวดขา นิ้วชา หรือการนัดหมายกับแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ ดังนั้น ในจุดที่ควบคุมไม่ได้ ก็ยอมรับกับตัวเองว่าควบคุมไม่ได้จะเป็นผลดีต่ออารมณ์และความรู้สึกมากกว่า การปฏิบัติตัวในเชิงต่อต้าน
3. จงเป็นผู้ประเมินความรู้สึกตัวเอง
ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามี แพทย์ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือพ่อแม่ มาเป็นผู้ประเมินความรู้สึกของคุณ เพราะคุณเองคือผู้ที่ทราบว่าคุณต้องการอะไร งานที่คุณทำหนักเพียงใด คุณพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ รับประทานอาหารน้อยไปหรือเปล่า เพราะทั้งหมดนี้คือ การใช้ชีวิตของคุณเองในระหว่างตั้งครรภ์ จากนั้น จึงค่อยนำผลที่ประเมินได้มาขอคำปรึกษา-ความช่วยเหลือจากแพทย์ สามี หรือคนรอบข้างถึงวิธีการที่เขาเหล่านั้นจะช่วยเหลือคุณให้พ้นจากภาวะดัง กล่าว
4. อย่าเก่งคนเดียว..หาเวลาพักบ้าง
หากงานที่ทำไม่ใช่งานเฉพาะเจาะจงเช่น งานด้านกฎหมาย แต่เป็นงานทั่วไปในองค์กร การแจ้งหัวหน้างานเกี่ยวกับงานที่คุณทำได้ และไม่ควรทำก็เป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะได้มีการจัดงานใหม่เหมาะสม และคุณจะได้ไม่เครียดมากจนเกินไป และเมื่อมีงานที่เหมาะสมแล้ว คุณอาจหาเวลาว่างเพิ่มเติมเพื่อตัวเอง กรณีนี้ต่างจากการพักเมื่อมีเวลาว่าง แต่หมายถึงการหาเวลาเพื่อการพักผ่อน หรือทำในสิ่งที่มีความสุขสำหรับตัวเองโดยเฉพาะ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ทั้งนี้คุณต้องไม่ต้องรู้สึกผิดที่มีเวลาดังกล่าวด้วยนะคะ
5. เขียนบันทึกความรู้สึกของตัวเอง
คล้าย ๆ กับการคุยกับตัวเอง แต่เป็นการเขียนมันลงบนกระดาษ หรือบล็อก ฯลฯ วิธีการนี้เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้คุณพบกับวิธีจัดการกับความรู้สึก และช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้
ลูกจะรู้รึเปล่าว่าคุณพ่อจะไปชลบุรี ถึงดุ๊บๆ ปลุกแม่?
ติดรถป้าหยิมมาทำงาน ป้าหยิมเองก็กำลังมีน้อง เป็นเพื่อนไอวี่เลย
ตามมาติดๆประมาณ 2-3 เดือน
แม่คิดถึงพ่อจังเลยลูก
กลัวจังว่าจะหงอยเหงาหดหู่ กลัวน้ำตาจะไหล
ตอนนี้ยังทำใจได้อยู่ เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อเช้า
เราต้องอยู่กัน ให้ได้ใช่ไหม? แค่ 2 วันเอง
(แต่พ่อไป ตจว. บ่อยจัง)
อากาศในออฟฟิศ เย็นกำลังดี
งานแม่ไม่ค่อยจะมีให้ทำ นั่งเล่นเน็ทเรื่อยๆ
ส่วนน้านก ก็ง่วนกับการหาอะไรมาทำ (น้านกนี่ขยันจริงๆ ^^)
ไอวี่โตมาต้องขยันแบบน้านก กะอาม่านะ อิอิ
แม่สั่งซื้อชุดหลอดไฟสังฆทานมาด้วยนะ ไว้พ่อกลับมา
เรา 3 คนไปทำบุญเข้าพรรษากัน ให้หลอดไฟสว่างไสว
ให้ไอวี่ฉลาดหัวไบร์ท ชีวิตสดใสเหมือนแสงไฟนะจ๊ะ *-*
**************************************
โรคซึมเศร้ากับหญิงตั้งครรภ์
เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่โยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอารมณ์ของผู้ เป็นแม่ในขณะตั้งครรภ์กับพัฒนาการของทารกในครรภ์ เมื่อพบว่า หากระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้น ผู้เป็นแม่ประสบกับภาวะเครียด เศร้า หดหู่บ่อย ๆ จะส่งผลให้ทารกในครรภ์มีโอกาส "ก้าวร้าว" ในช่วงวัยรุ่นสูงกว่าเด็กที่แม่มีสภาพจิตใจร่าเริงได้
ไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดจากความหดหู่ของแม่ตั้งครรภ์เมื่อส่งต่อไปยังลูกทำให้ลูกมี พฤติกรรมก้าวร้าวแล้ว ก็ยังทำให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาส "หดหู่-เศร้าหมอง" ในอนาคตเมื่อตนเองต้องตั้งครรภ์เป็นแม่คนด้วยเช่นกัน
ศาสตราจารย์เดล เอฟ. เฮย์ (Dale F. Hay) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Cardiff ผู้ทำการศึกษาวิจัยในประเด็นดังกล่าวได้ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลจากครอบครัวชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในแหล่ง ชุมชน ผ่านการสัมภาษณ์ โดยเป็นเด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษจำนวน 120 คน ในช่วงที่เด็กเหล่านั้นอายุ 4, 11 และ 16 ปี รวมถึงพ่อแม่ของพวกเขา ซึ่งในจำนวนนี้พบว่า แม่ของเด็กถึง 1 ใน 3 หรือเท่ากับ 40 คนมีอาการซึมเศร้าระหว่างตั้งครรรภ์
นักวิจัยระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครอบครัวเหล่านี้อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่มีความจอแจ และบางแห่งก็เป็นแหล่งเสื่อมโทรม จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่อธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดจึงทำให้ผู้เป็นแม่เกิดความรู้สึกไม่สบายใจไม่สบายกายในระหว่าง ตั้งครรภ์ได้
นอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์เด็กทั้ง 120 คน ศาสตราจารย์เฮย์ และทีมงานระบุว่า เด็กกลุ่มที่มารดามีภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรรภ์ เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นมีโอกาสจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้มากกว่าเด็กคน อื่น ๆ ถึง 4 เท่า ในขณะที่เด็กวัยรุ่นซึ่งขณะตั้งครรภ์ ผู้เป็นแม่มีอารมณ์ร่าเริงมีความเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวได้น้อย กว่า โดยเธอยังได้อ้างถึงงานวิจัยในอดีตที่มีการศึกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง ทางอารมณ์ของแม่ตั้งครรภ์ว่ามีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ขึ้น มากล่าวด้วย อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ของเธอ ไม่ได้นำเรื่องยีนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
"จากงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงที่เคยมีประวัติด้านพฤติกรรมก้าวร้าว มีโอกาสจะเป็นโรคซึมเศร้าได้เมื่อพวกเธอตั้งครรภ์ เธอจึงเป็นคุณแม่กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากจะให้กำเนิด ทารก" ศาสตราจารย์เฮย์กล่าวปิดท้าย
เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะหดหู่ ซึมเศร้าต้องทำร้ายคุณแม่ตั้งครรภ์ดังกล่าว ทีมงาน Life & Family จึงได้มองหาแนวทางป้องกัน-แก้ไขจาก womenhealth มาฝากกันค่ะ ซึ่งได้แก่
1. จงเลือกเป็นผู้ควบคุมชีวิตของตัวเอง
เริ่มจากการสำรวจตรวจสอบรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ ด้วยการจดสิ่งที่คุณทำในแต่ละวันลงในกระดาษ ทั้งงานบ้าน งานที่ออฟฟิศ และงานอื่น ๆ จากนั้นก็พิจารณากิจกรรมเหล่านั้นด้วยใจที่เป็นธรรมสักนิดว่ามันเป็นกิจกรรม ที่ทำให้คุณรู้สึกพอใจหรือไม่ คุณใช้เวลาหมดไปกับสิ่งเหล่านั้นมากเกินกว่าจะหันมาสนใจตัวเอง หาเวลาให้ตัวเองหรือไม่ หรือมันเป็นงานที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจกับมันหรือไม่
หากผลออกมาเป็นไม่ ก็ถึงเวลาที่คุณต้องตัดบางสิ่งออก และหันมาใส่ใจกับการให้เวลาตัวเองด้วยการเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ สนใจ และมีความสุขแทน ซึ่งคุณก็จะได้เวลาบางช่วงกลับคืนมา เช่น ได้นอนหลับแต่หัวค่ำขึ้น ได้อ่านหนังสือที่มีประโยชน์สำหรับแม่ตั้งครรภ์มากขึ้น ฯลฯ
2. ยอมรับว่ามีบางอย่างที่คุณควบคุมไม่ได้เหมือนกัน
แม้ว่าจะผ่านข้อแรกมาด้วยการบอกว่า ให้คุณกลับขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมชีวิตตัวเอง แต่กระนั้น การตั้งครรภ์ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่เช่นกัน เช่น อาการแพ้ท้อง ความรู้สึกหงุดหงิด การปวดหลัง ปวดขา นิ้วชา หรือการนัดหมายกับแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ ดังนั้น ในจุดที่ควบคุมไม่ได้ ก็ยอมรับกับตัวเองว่าควบคุมไม่ได้จะเป็นผลดีต่ออารมณ์และความรู้สึกมากกว่า การปฏิบัติตัวในเชิงต่อต้าน
3. จงเป็นผู้ประเมินความรู้สึกตัวเอง
ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามี แพทย์ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือพ่อแม่ มาเป็นผู้ประเมินความรู้สึกของคุณ เพราะคุณเองคือผู้ที่ทราบว่าคุณต้องการอะไร งานที่คุณทำหนักเพียงใด คุณพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ รับประทานอาหารน้อยไปหรือเปล่า เพราะทั้งหมดนี้คือ การใช้ชีวิตของคุณเองในระหว่างตั้งครรภ์ จากนั้น จึงค่อยนำผลที่ประเมินได้มาขอคำปรึกษา-ความช่วยเหลือจากแพทย์ สามี หรือคนรอบข้างถึงวิธีการที่เขาเหล่านั้นจะช่วยเหลือคุณให้พ้นจากภาวะดัง กล่าว
4. อย่าเก่งคนเดียว..หาเวลาพักบ้าง
หากงานที่ทำไม่ใช่งานเฉพาะเจาะจงเช่น งานด้านกฎหมาย แต่เป็นงานทั่วไปในองค์กร การแจ้งหัวหน้างานเกี่ยวกับงานที่คุณทำได้ และไม่ควรทำก็เป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะได้มีการจัดงานใหม่เหมาะสม และคุณจะได้ไม่เครียดมากจนเกินไป และเมื่อมีงานที่เหมาะสมแล้ว คุณอาจหาเวลาว่างเพิ่มเติมเพื่อตัวเอง กรณีนี้ต่างจากการพักเมื่อมีเวลาว่าง แต่หมายถึงการหาเวลาเพื่อการพักผ่อน หรือทำในสิ่งที่มีความสุขสำหรับตัวเองโดยเฉพาะ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ทั้งนี้คุณต้องไม่ต้องรู้สึกผิดที่มีเวลาดังกล่าวด้วยนะคะ
5. เขียนบันทึกความรู้สึกของตัวเอง
คล้าย ๆ กับการคุยกับตัวเอง แต่เป็นการเขียนมันลงบนกระดาษ หรือบล็อก ฯลฯ วิธีการนี้เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้คุณพบกับวิธีจัดการกับความรู้สึก และช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้
Monday, July 19, 2010
ผ่านมาอีก 1 วัน
ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
คุณพ่อเป็นหวัด .... แม่ก็กลัวจะติดอยู่เหมือนกัน
วันนี้ตื่นมาเมื่อยเนื้อตัว ไม่ค่อยสดชื่น (ไม่รู้ติดหวัดพ่อมาป่าว)
สัปดาห์นี้ไอวี่เต้นดุ๊บๆ ในท้องของแม่ วันละหลายรอบเชียว
แม่รู้สึกดีที่มีหนูอยู่ในท้อง ^ ^
ช่วงนี้อาการแพ้ท้องเหลือแค่ช่วงเย็นๆ
(อ้วกเอาวุ้นเส้นผัดไทย ออกหมดพุงเมื่อเย็นวันอาทิตย์)
เฮ้อ... ยังกินอาหารลำบาก ขนาดคิดว่าค่อนข้างจะดีขึ้นแล้วนะนี่
พุธนี้คุณพ่อจะไป ตจว. อีกแล้วลูก แม่รู้สึกเหงาๆยังงัยก็ไม่รู้
เรา 2 คน จะต้องไปนอนบ้านอาม่า 2 คืน อีกแล้ว
หวังว่าแม่คงไม่เป็น Mama Blue นั่งน้ำตาร่วงเหมือนวันก่อน
คุณพ่อเป็นหวัด .... แม่ก็กลัวจะติดอยู่เหมือนกัน
วันนี้ตื่นมาเมื่อยเนื้อตัว ไม่ค่อยสดชื่น (ไม่รู้ติดหวัดพ่อมาป่าว)
สัปดาห์นี้ไอวี่เต้นดุ๊บๆ ในท้องของแม่ วันละหลายรอบเชียว
แม่รู้สึกดีที่มีหนูอยู่ในท้อง ^ ^
ช่วงนี้อาการแพ้ท้องเหลือแค่ช่วงเย็นๆ
(อ้วกเอาวุ้นเส้นผัดไทย ออกหมดพุงเมื่อเย็นวันอาทิตย์)
เฮ้อ... ยังกินอาหารลำบาก ขนาดคิดว่าค่อนข้างจะดีขึ้นแล้วนะนี่
พุธนี้คุณพ่อจะไป ตจว. อีกแล้วลูก แม่รู้สึกเหงาๆยังงัยก็ไม่รู้
เรา 2 คน จะต้องไปนอนบ้านอาม่า 2 คืน อีกแล้ว
หวังว่าแม่คงไม่เป็น Mama Blue นั่งน้ำตาร่วงเหมือนวันก่อน
Thursday, July 15, 2010
อากาศเย็นๆวันฝนตก
เมื่อวานอารมณ์อ่อนไหว คิดถึงคุณพ่อ น้ำตาร่วงระหว่างกินข้าวเย็น
อาม่าสวดใหญ่เลย เหอๆๆๆ ... ก็แหม โฮโมนมันพลุ่งพล่านนี่นา
2-3 วันนี้งานแม่ไม่ค่อยเยอะ
มีเวลาอัพเดทบล็อก คุยกะหนู
ฝนตกหนักมา 2 วันแล้ว อากาศเปลี่ยน
อุณหภูมิในออฟฟิศ เย็นยะเยียบ -.,- ฮัดดด..เช่ย!
แม่เริ่มปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ หนาวสั่นเป็นระยะ
หนูเองก็เต้นดุ๊บๆ อยู่ในท้อง ตั้งแต่ตี 4
ปลุกแม่ เพราะตื่นจากเสียงอาม่ารึป่าวนะ?
แม่แก่ตัวแล้วจะขี้บ่นเหมือนอาม่ารึป่าว?
คุณพ่อจะกลับจากนครนายกแล้ววันนี้
ดีใจมั๊ยคะ ได้เจอคุณพ่อแล้ว (ยังกะไปหลายวันแหนะ)
อาม่าสวดใหญ่เลย เหอๆๆๆ ... ก็แหม โฮโมนมันพลุ่งพล่านนี่นา
2-3 วันนี้งานแม่ไม่ค่อยเยอะ
มีเวลาอัพเดทบล็อก คุยกะหนู
ฝนตกหนักมา 2 วันแล้ว อากาศเปลี่ยน
อุณหภูมิในออฟฟิศ เย็นยะเยียบ -.,- ฮัดดด..เช่ย!
แม่เริ่มปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ หนาวสั่นเป็นระยะ
หนูเองก็เต้นดุ๊บๆ อยู่ในท้อง ตั้งแต่ตี 4
ปลุกแม่ เพราะตื่นจากเสียงอาม่ารึป่าวนะ?
แม่แก่ตัวแล้วจะขี้บ่นเหมือนอาม่ารึป่าว?
คุณพ่อจะกลับจากนครนายกแล้ววันนี้
ดีใจมั๊ยคะ ได้เจอคุณพ่อแล้ว (ยังกะไปหลายวันแหนะ)
Subscribe to:
Posts (Atom)