Sunday, January 22, 2017

ทำอย่างไร เมื่อเด็กทางเลือก ต้องไปสอบสายวิชาการ

ทำอย่างไร เมื่อเด็กทางเลือก ต้องไปสอบสายวิชาการ?

คำตอบ = ทำความเข้าใจ และ ไม่คาดหวัง

กรณีตัวอย่างของลูกสาวค่ะ เรียนในชั้นอนุบาล รร. ทางเลือกมา 4 ปี ปีนี้กำลังจะต้องย้ายขึ้น ป.1
พาลูกไปสอบเข้า รร.พระมารดานิจจานุเคราะห์  1 ใน รร. ที่มีสายวิชาการเข้มเข็งมาก ย่านบางกะปิ
จริงๆที่พาไปลองสอเพราะ รร. ใกล้ที่พัก และเผื่อฟลุค ลูกจะได้ไม่เหนื่อยเดินทาง

ข้อสอบ ป1.   รร.พระมารดานิจจานุเคราะห์ เด็กๆต้องอ่านข้อสอบเองได้
ซึ่ง ...ไอวี่ ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยได้  ^^ "  เพื่อนๆในห้องรร.ทางเลือก 19 คน มีอ่านออกสะกดได้ 1 คน
เอาแล้วหละสิปัญหาโลกแตก สำหรับเด็กสายทางเลือกที่จะเข้าสู่ระบบสามัญ ตามกระทรวงศึกษาธิการ

ทำความเข้าใจ =>
เป็นที่รู้ๆกันเด็กทางเลือกจะไม่เน้นอ่านเขียน ไม่เร่งเรียน ดังนั้น น้อยนักที่เด็กทางเลือกจะอ่านออก ยกเว้นเค๊าสนใจเอง

ไม่คาดหวัง  =>
แม่จึงต้องไม่ตั้งความ "คาดหวัง" เพื่อไม่กดดัน ลูก เพราะคุณเลือกเดินทางเลือกมานานแล้ว จู่ๆจะให้ลูกเก่งกาจด้านวิชาการเหมือนเด็กสายวิชาการคงจะยากอยู่

เพียงแต่ว่า ถ้าฟลุ๊คติดขึ้นมา แม่ก็ไม่กลุ้มค่ะ ไม่จำเป็นต้องกังวลในตัวลูกว่าจะเรียนทันเพื่อนหรือไม่
จากประสบการณ์แม่ทางเลือกท่านอื่นๆแชร์มา พบว่าเด็กๆเรียนกันทันแน่ภายใน1-2 ปี  เพราะลูกเรามีฐานอารมณ์ที่พร้อม การเรียนรู้และปรับตัวย่อมง่าย


************************************************

สอบเสร็จแล้วไอวี่เดินหน้ามุ่ยมาหาแม่...

สัมภาษณ์หลังออกจากห้องสอบ

แม่: เป็นงัยทำได้มั้ย?

ไอวี่: หนูไม่มั่นใจเลย มันยากมาก
หนูอ่านไม่ออก ถามคุณครูแล้ว คุณครูบอก"ครูช่วยไม่ได้"

แม่: แล้วอ่านได้กี่ข้อหละ?

ไอวี่: ไม่รู้ไม่ได้นับ. แต่หนูอ่านคำว่า โรงเรียน กับ แตงกวาได้นะ ^_^

แม่: แล้วถามอะไรบ้าง?

ไอวี่: ยิ้มกริ่ม ... เอ่อ.. ไม่รู้อ่านไม่ออก ^^"
หนูวงกลมข้อน่ารัก (เดา)ไปนะ ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ออกเลย. มันโหดมากกกก (ไอวี่ลากเสียง)

แม่: วงข้อน่ารักทุกข้อเลยหละสิ? (แม่ยิ้ม..หรี่ตา)

ไอวี่: พยักหน้า...ใช่ๆ. (หยุดคิดนิดนึง)
แต่มีทดเลขด้วยนะ. ง่ายมากเลย หนูทำได้นะ ( หน้าตาภูมิใจ)

แม่ : หนูคิดว่าจะสอบติดมั้ย?

ไอวี่: (ตอบอย่างมั่นใจ )
"ไม่ติดค่ะ". ^__^



----- จบบทสัมภาษณ์-------



วิ่ง ปรู๊ด....ดด ไปเล่นเครื่องออกกำลังกาย อย่างร่าเริง


************************************************************

จะสังเกตเห็นว่า เด็กแนวทางเลือกเค๊าเข้าใจความสามารถตัวเอง ทำได้หรือไม่เค๊าสามารถบอกได้ ประเมินตนเองเป็น เค๊ายอมรับและภูมิในในตัวเองเสมอ  ถึงแม้เค๊าจะสอบไม่ได้จริงๆ แม่ก็ดีใจค่ะ เพราะลูกของเรามีสุขาพจิตที่ดี และเราเองก็ไม่เครียดด้วยเพราะเราเข้าใจสิ่งที่ลูกเราเป็นและเราเลือกเดิน



*********************************************************
ทำไมไม่เลือกสายทางเลือกต่อ? ทำไมไม่ส่งเสริมลูกให้ไปในทางที่เค๊าควรจะเป็น?
' ใจจริงอยากไปต่อค่ะ' เพราะเรารู้ว่าโรงเรียนทางเลือกดีจริงๆ และเหมาะกับไอวี่มากๆ แต่มีหลายๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน มีหลายเหตุผล หลายปัจจัยที่เราต้องวิเคราะห์และชั่งน้ำหนัก แต่ละครอบครัวแต่ละคนก็มีปัญหาต่างๆกันไป เหตุผลการตั้งใจย้ายเข้าสู่ระบบสามัญในระดับต่อไปนั้น ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ "เหมาะสมที่สุด" สำหรับไอวี่ในตอนนี
ไม่ว่าอย่างไรก็ขอขอบคุณทุกคนที่รักและห่วงใย และมีความปราถนาดีๆให้แก่กันเสมอ ^__^
ดีใจที่มีหลายคนรักและห่วงใยเรา

Thursday, January 12, 2017

G6PD กับการเดินป่าอันตรายหรือไม่?


อีก 2 วันโรงเรียนอนุบาลของลูกสาว กำลังจะพาไปทำกิจกรรมเดินป่าที่เขาใหญ่  กม.33 เป็นกิจกรรมส่งท้ายชั้นอนุบาล 3 ที่ไปกันครบทุกบ้าน คาดว่าคงจะเป็นกิจกรรมที่ประทับอยู่ในความทรงจำของเด็กๆอีกเนิ่นนาน

วันนี้ได้ความรู้ใหม่เรื่องโรค g6pd เนื่องจากมี Issue ใน  line group ผู้ปกครอง เนื่องจากคุณแม่ท่านนึง กังวลใจเกี่ยวกับโรคประจำตัวของลูก คือน้องเป็นโรค G6PD คุณหมอประจำแนะนำควรหลีกเลี่ยงการเดินป่าเพราะว่าอันตราย

G6PD คืออะไร?
G6PD (อังกฤษ: Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency) หรือ โรคพร่องเอนไซม์
เป็นโรคทางพันธุกรรมโรคหนึ่งซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงแตกเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นต่างๆ
อาการของโรคก็คือ ภาวะซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกอย่างฉับพลัน โดยในเด็กทารกจะพบว่ามีอาการดีซ่านที่ยาวนานผิดปกติ
ส่วนในผู้ใหญ่นั้นจะพบว่า ปัสสาวะมีสีดำ ถ่ายปัสสาวะน้อยจนอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้การควบคุมสมดุลของสารเกลือแร่ต่างๆของร่างกายเสียไปด้วย โดยเฉพาะการเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม  https://th.wikipedia.org/wiki/โรคพร่องเอนไซม์_G-6-PD

แล้ว  G6PD กับการเดินป่าอันตรายอย่างไร?
แน่นอน...ที่อันตรายเพราะว่า ผู้เป็นโรคนี้ไม่สามารถใช้ยาบางกลุ่มได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ  ยารักษาโรคมาลาเรีย
ในป่ามียุง ยุงเป็นพาหะนำเชื้อมาเลเรียมาสู่คน  ถ้าน้องไปเดินป่าแล้วแจ๊คพ็อตโดนยุงที่มีเชื้อมาลาเรียกัด ... น้องจะเป็นไข้มาลาเรีย
และ ยารักษาโรคมาลาเรีย ไม่สามารถใช้กับผู้เป็น G6PD นั่นคือน้องเสี่ยงที่จะป่วยหนักเพราะโรคมาลาเลีย

คำถามต่อมาถ้า ลูกของคุณเป็น G6PD จะเสี่ยงให้เดินป่ามั๊ย?  นี่แหละปัญหาคาใจที่คุณแม่ท่านนั้นกังวล

ทางเพื่อนๆ ผปค. ช่วยกันระดมความคิดและปรึกษากัน คุณแม่เองก็ได้ไปถามเพื่อนที่เป็นหมอว่า เด็กเป็นG6PD เดินป่าอันตรายมั๊ย?
คำตอบคืออันตราย ... > - <   แต่ป่าแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน บางแห่งไม่มีมาลาเรียระบาด เมื่อตรวจสอบไปที่เขาใหญ่ทางโน้นบอกว่าที่นั่นไม่มีมาลาเรียระบาดมานานมากแล้ว

คุณพ่อคุณแม่ของน้องที่เป็น G6PD เองก็ไปปรึกษาคุณหมอเด็กและหมอโรคติดเชื้อเช่นกัน ปรากฎว่าได้คำตอบเหมือนๆกันคือ ....
 ให้ดูความเหมาะสม และป่าก็ไม่ได้มีมาลาเรียทุกแห่ง ถ้าจะเดินป่าให้เดินตอนกลางวัน และสวมเสื้อผ้ามิดชิด ทาโลชั่นกันยุงบย่อยๆ แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจพ่อแม่

สรุปคือ คุณพ่อขอไปดูหน้างานอีกรอบ ว่าสมควรจะเสี่ยงให้ลูกเดินป่ากับเพื่อนๆหรือไม่?

โรงเรียนทางเลือกไม่ดี!

โรงเรียนทางเลือกไม่ดี!
คุณแม่ได้ไปอ่านวิจารณ์โรงเรียนทางเลือกจากกระทู้หลายแห่ง ถ้าสังเกตให้ดีกระทู้ที่ให้แนวคิดแง่ลบมักจะมาจาก ผปค.ที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ฟังเค๊ามา ดูลูกเพื่อนแล้ววิเคราะห์เอง หรือมีประสบการณ์ไม่ดี หรือเคยส่งลูกเรียนในแนวทางเลือกแต่เปลี่ยนใจย้ายออกเสียก่อน

สรุปลูกไม่ได้เรียนแนวทางเลือกจนจบชั้นอนุบาล 3 คุณแม่ไอวี่เชื่อว่าทุกคนรักลูก แต่ความคิดความเชื่อ มันก็อยู่ที่บุคคลแล้วแต่วิเคราะห์เอาเอง

ไม่แปลกถ้าจะดูว่าแนวทางเลือกไม่ดี เพราะการศึกษาแนวนี้ยังใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เก่าสำหรับบางประเทศที่พัฒนาแล้ว บางทีอาจจะดูได้ว่ายังไม่เหมาะกับประเทศเรานัก เพราะสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ยังเปลียนได้ยาก ความเชื่อเดิมๆ ความคิดเดิมๆ คนเดิมๆ ระบบเดิมๆ ความมั่นใจเดิมๆยังคงอยู่ และแน่นอนที่สุดเรายังต้องการแรงงานในตลาดแรงงาน การศึกษาในระดับประเทศจึงยังมุ่งเน้น ทำตาม ท่องจำ สอบแข่งขัน ทำคะแนนสูงๆ จบออกมามีหน้าที่การงานดีเงินเดือนสูงๆ เราเลือกที่จะทำแบบนั้นก็ไม่ผิด และไม่แน่อนาคตไอวี่เองก็อาจจะต้องเข้าสู่ระบบนี้

ข้อพึงปฏิบัติ หรือมองว่าเป็นข้อห้าม ที่ดูเหมือนจะยุ่งยากสำหรับชีวิต เช่นห้ามดูทีวี ห้ามไปห้างสรรพสินค้าห้าม ดื่มนมช็อกโกแลต ห้ามใส่ชุดการ์ตูนเด่นดัง .. มีจริงใน รร. ทางเลือกหลายโรงเรียน
แล้วแต่ความเข้มข้นของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะแนววอลดอร์ฟ โรงเรียนแนวนี้เด็กต้องดูแลตัวเอง เด็กๆความเป็นตัวตนสูง มีวินัย มีความเป็นธรรมชาติ แข่งกับตนเอง อดทนขยัน รับผิดชอบ เรียนรู้โดยการค้นคว้าและวิเคราะห์ ไม่ใช่ท่องจำจากตำรา

ทุกอย่างในข้อพึงปฏิบัติมีเหตุและผล
ทำไมถึงห้ามดูทีวี จริงๆเค๊าห้ามเฉพาะวัยอนุบาล-ประถมไม่ได้ห้ามตลอดชีพ จริงๆแล้วเราสามารถให้ดูได้ไม่เกินวันละ 1- ชม. เพราะมีวิจัยยืนยันผลกระทบจากการดูทีวี ทำให้สมาธิสั้น ทำลายสายตา และบั่นทอนความอดทน
ทำไมถึงห้ามดื่มนมช็อกโกแลต เพราะช็อกโกแลตมีผลต่ออารมณ์ในเด็ก ทำให้เกิดการวีนเหวี่ยงได้ง่าย ฟันผุ อ้วน
ทำไมถึงห้ามใส่ชุดการ์ตูนเด่นดังหรือเอาของที่มีลายการ์ตูนไป - เพราะของเหล่านั้นรบกวนสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก แย่ไปกว่านั้นสามารถกระตุ้นนิสัยลักขโมย หรือ อิจฉาเพื่อนด้วย
ทำไมๆๆๆ เยอะไปหมด แต่ข้อพึงปฏิบัติทั้งหมดนั้นก็เพื่อการสร้างลักษณะนิสัยและสุขภาพที่ดีของเด็ก

คำถาม คุณอยากให้ลูกเป็นแบบนี้มั๊ย? และคุณพร้อมไหมที่จะเป็นพ่อแม่ที่มีวินัย เสียสละเพื่อลูก? ถ้าคิดเลือกแนวทางเลือกเถอะ คุณแม่แนะนำ

พูดถึงโรงเรียนอนุบาลช้างเผือกที่ไอวี่เรียนอยู่ เป็นทางเลือกผสมสายกลางที่ไม่เข้มข้นนัก คือมีทั้ง มอนเตส วอลดอร์ฟ วิถีพุทธ และ เรียนวิชาการผ่านการเรียนรู้ ไม่ได้มีข้อห้ามมากมายขนาดแนววอลดอร์ฟ แน่นอนเด็กเราก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าแนววอลดอร์ฟ แต่คุณแม่เลือกแล้วเพราะคิดว่าเป็นทางสายกลางที่ยืดหยุ่นได้ เราไม่อึดอัด ลูกได้รับการฝึกที่ดี "เหมาะกับเรา"

แม่ไอวี่ ในฐานะ แม่ของเด็กหญิงวัยอนุบาลแนวทางเลือก ที่กำลังจะจบชั้นอนุบาล 3 ปีนี้ อยากจะบอกความรู้สึก ของผ.ป.ค. ที่ได้สัมผัสโรงเรียนตลอดเวลา 4 ปี และปีนี้เป็น ผ.ป.ค อาสาเต็มตัว
ให้ลูกเรียนที่นี่มา ตั้งแต่ห้องต้นน้ำเตรียมอนุบาล (2 ขวบครึ่ง) ทั้งปัญหาค่าเทอม ปัญหาครูขาดแคลน ผ่านอุปสรรคกันมากมายกว่าจะมายืนจุดนี้ ทุกครอบครัว ทุกโรงเรียนก็มีปัญหาคนละแบบกันไป

ปัจจุบัน ห้องของไอวี่มี นร. 19 คน ผู้ปกครองค่อนข้าง แน่นแฟ้นกันพอสมควร สังคม ผ.ป.ค. ที่นี่บอกได้เลย ทุกบ้านเอาใจใส่ลูกมากๆ และนิสัยดี คอยแชร์ คอยช่วยเหลือ ไม่เอาเปรียบกัน  เราแข่งกันเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้แข่งสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง ที่นี่เป็นสังคมตัวอย่างที่ดีที่ให้ลูกเราเดินตาม เราไม่ได้มองโลกสวยงาม แต่เราพยายามปลูกจิตคิดบวก ให้เป็นภูมิต้านทานสังคมเลวร้ายที่จะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต

ที่สำคัญลูกสาวมีความมั่นใจ มีความสุข เป็นเด็กดี และคุณแม่ ภูมิใจค่ะ ^__^
(เราไม่ได้เน้นให้เรียนเก่ง แต่เราหวังให้ลูกมีความสุข และ มีความมั่นคงทางจิตใจ )

โรงเรียนทางเลือกไม่ดี!
ใช่...แม่ยืนยัน แต่เฉพาะในมุมมองของครอบครัวที่อยากให้ลูกเป็นเด็กเรียนเก่งเข้า รร. ดังๆ
แน่นอนเด็กอนุบาลทางเลือก มักไปสอบเข้า ป1. โรงเรียนดังๆสายวิชาการไม่ติด (ถ้าไม่ติวเข้มจัดๆหรือบริจาคเยอะๆ) ดังนั้นพ่อแม่สายทางเลือกเองจึงควรมีความมั่นคงทางจิตใจและมุ่งมั่นแนวทางตนเองต่อไป

สมองเด็ก 1-6 ขวบ

1-6 ขวบ วัยสร้างรากฐานนิสัย และอารมณ์

ห่างหายจากการอัพเดท Blog  คุณแม่มือใหม่มานานมาก เพราะเวลาว่างตอนตั้งครรภ์หายสาบสูญไปพร้อมกับการกำเนิดของลูกน้อย  แน่นอน 6 ปีผ่านไปไวยังกับเรื่องโกหก  ตอนนี้ดิฉันไม่ใช่คุณแม่มือใหม่สำหรับเด็กทารกแล้ว กำลังก้าวข้าสู่แม่มือใหม่ของเด็กวัยอนุบาล  ที่กำลังจะเติบโดเป็นเด็กประถมต้น  ดูเหมือนเวลาว่างเริ่มกลับมาสู่เรา หลังจาก วุ่นวายกับลูกน้อยยาวนานถึง 6ปี

จากการศึกษาเชิงวิชาการ (อ่านมาเยอะ ขยันกว่าตอนสอบเข้าอีก) ย่อยการศึกษาค้นคว้ามาได้ว่าวัย 1-6 ขวบ เป็นวัยที่สร้างรากฐานนิสัย และอารมณ์ ให้กับลูกน้อย




วัย 1-6 ขวบนี้ เซลล์สมองกำลังแตกกิ่งก้านสาขา เติบโตเร็วมาก และเมื่อเลยวัยนี้ไป เซลล์สมองก็จะเติบโตช้าลง รวมทั้ง มีการกำจัดทิ้งในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นเวลาทอง 6 ปีแรกพ่อแม่ควรกระตุ้นและใส่ใจลูกมากๆ เพื่อการแตกแขนงของเซลล์สมอง ไว้รองรับการเรียนรู้ในอนาคต คุณแม่เคยปรึกษาคุณหมอระบบประสาทวิทยาท่านหนึ่ง บอกว่าทฤษฎีการเจริญเติบโตการกระตุ้นสมองเป็นจริงและเห็นผล  แต่..... ข้อระวังคือ กระตุ้นผิดวิธี สมองจะปิด และชะงักการเติบโตเอาได้เหมือนกัน  และคุณหมอยังบอกอีกว่า "ดูประเทศสิงคโปร์สิ ความก้าวหน้าทางการศึกษาเค๊าระดับโลก ... ผมเห็นวัยอนุบาลเค๊ายังวิ่งเล่นกันอยู่เลย เค๊าจะเริ่มเข้มช่วงประถมกัน. ไม่เหมือนไทยเป็นอะไรกันไม่รู้  ส่งลูกติวกันตั้งแต่อนุบาล...  ผมว่าวัยเด็กเล็กเค๊าควรจะได้เล่นเยอะๆมากกว่านะ"







ใครว่าเด็กเล็กสอนยาก ....ไม่จริงเลย รู้ไหมประสบการณ์ตรงพบว่าว่าวัย 1-3 ขวบ ลูกสามารถเรียนรู้ได้เร็วมากๆ การที่เล่นและสอนอะไรให้เค๊า มันคือสิ่งใหม่ มันคือเรื่องสนุก ที่เด็กๆอยากรู้ แววตาสดใสเบิกกว้างนั้นจะค่อยๆหายไป เมื่อเข้าอนุบาลตอนปลาย จะพบว่าวัยอนุบาล 2-3 เป็นวัยที่สอนยากที่สุด เพราะเด็กเรียนรู้อารมณ์ เรียนรู้ความเบื่อ พร้อมที่จะท้าทายและ ปฏิเสธเสมอ ถ้าพ่อแม่ไม่มีเทคนิคละก็สอนยากมาก ...  ไว้จะมาเล่าให้ฟังนะคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราต้องสอนการบ้านลูกๆ ^^

Monday, October 6, 2014

big bad mouse and Gruffalo

ให้ดู animation นิทานกรัฟฟาโล่ของ BBC กับ
อ่านหนังสือนิทาน ไอวี่อิน วาด big bad mouse เอง
แถมให้แม่วาดกรัฟฟาโล่ให้ด้วย แม่งานเข้าเลย




The big bad mouse is terribly strong.
And his scaly tail is terribly long.
His eyes are like pools of terrible fire.
And his terrible whiskers are tougher than wire.


http://www.youtube.com/watch?v=7_B3t-CSX6g







Sunday, January 6, 2013

อนุบาลแนวทางเลือก

คุณแม่ไปอ่านเจอบทความนี้เข้าจึงเปลี่ยนใจ

อนุบาลแนวไหนดี อ้างอิงจาก  http://mothercorner.com/index.php?topic=633.0;wap2

เพิ่มเติม แนวคิดจากคุรครูอนุบาล
http://topicstock.pantip.com/family/topicstock/2012/03/N11870558/N11870558.html



อนุบาลแนวไหนดี




คําถามว่า “จะเลือกโรงเรียนอนุบาลแนวไหนให้ลูกดี” ไม่เคยอยู่ ในหัวของผมมาก่อน ด้วยตอนแรกเข้าใจเอาเองว่า โรงเรียนอนุบาลที่ไหนๆ คงเหมือนๆ กัน



นั่นคือ เน้นให้เด็กได้เล่นสนุก หัดอ่าน หัดเขียน หัดนับตัวเลข เหมือนสมัยผมยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ



แต่ปรากฏว่าผมคิดผิดครับ



เพราะทันทีที่ผมเตรียมหาโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกชาย บรรดาเพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งมากประสบการณ์ในการเป็นพ่อแม่ได้ให้คําแนะนําหลา กหลาย





“ให้เข้าโรงเรียนอนุบาลนี้สิ ของเขาเน้นวิชาการ เด็กๆ ทุกคนเรียนจบไปรับรอง เข้าโรงเรียนดังๆ ได้แน่ๆ”



“ไปเข้าที่นี่สิ ลูกสาวเรียนอยู่อนุบาล 3 อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือคล่องเลยแหละ”



“เรียนแนวเตรียมความพร้อมดีกว่า ลูกจะได้ไม่เครียด โตขึ้นจะได้มีสุขภาพจิตดี”



คําแนะนําจากผู้หวังดีสารพัดรูปแบบ ทําให้ผมต้องมาพูดคุยกับหญิงสาวคู่ชีวิตว่า ลูกของเราเหมาะจะเริ่มต้นการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน ด้วยปรัชญาการศึกษาแบบไหนกันแน่



เราทั้งคู่เริ่มจากการค้นคว้าองค์ความรู้เรื่อง แนวการศึกษาจากหนังสือหลากหลายเล่ม ค้นหาอ่านจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต สอบถามพูดคุยกับผู้รู้ เหล่านักวิชาการด้านเด็กปฐมวัย ทําให้อดตกตะลึง ไม่น้อยเมื่อรู้ว่า หากแบ่งจําแนกประเภทโรงเรียนอนุบาลตามปรัชญาการศึกษา แล้ว มีอยู่หลากหลาย ทีเดียว ทั้งแนววิชาการ แนวมอนเตสซอรี แนววอลดอร์ฟ แนวนีโอฮิวแมนนิส แนวพหุปัญญา แนวพุทธ ฯลฯ

แต่อาจจะพอแบ่งแบบคร่าวๆ ได้ 2 อย่าง คือ แนวกระแสหลัก เน้นการเรียนรู้เชิงวิชาการ กับแนวทางเลือก เน้นการเตรียมความพร้อม



ในโรงเรียนอนุบาลกระแสหลัก แนววิชาการนั้น เป็นรูปแบบจัดการเรียนการสอนแต่เดิม ด้วยเชื่อว่าเด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้เต็มที่ ดังนั้นควร เร่งสอนให้เด็กสามารถหัดอ่าน หัดเขียน หัดบวกลบเลขให้ได้โดยเร็ว เพื่อจะสามารถเรียนรู้เพิ่มขีดความสามารถของสมองให้ก ว้างขึ้น



โรงเรียนแนวนี้มีตั้งแต่แนวติวเข้มประเภท วางเป้าให้เด็กสามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังต่างๆ ทั้งในเครือคาทอลิก หรือเครือสาธิตฯ ให้ได้ ครูจะ เน้นสอนให้เด็กเขียน อ่าน วันละหลายหน้า ให้ทําโจทย์ข้อสอบ แบบฝึกหัดบ่อยๆ มีการบ้านให้เด็กทํา



หรือประเภทโรงเรียนเน้นวิชาการแบบอ่อน มีผสมผสานให้เด็กร้องรําทําเพลง มีการละเล่น เฮฮา สนุกสนาน เล่นเกมบ้าง แต่ยังมีการเน้นให้เด็ก หัดเขียน อ่าน ผสมคํา ฝึกบวกลบเลข



ส่วนโรงเรียนอนุบาลทางเลือก แนวเตรียม ความพร้อม จะเน้นพัฒนาศักยภาพของเด็ก โดย นําเอาความต้องการของเด็ก ความสุขของเด็กเป็นศูนย์กลาง



โรงเรียนประเภทนี้ จะแยกย่อยไปอีกหลาย รูปแบบตามปรัชญาการศึกษา แต่โดยทั่วๆ ไปจะเน้นให้เด็กได้ฝึกทักษะด้านต่างๆ ทั้งฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ผ่านการเล่นเกม วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หัดร้องเพลง กระโดดโลดเต้น เล่านิทาน ฯลฯ กิจกรรมหลากหลายจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เด็กได้เรีย นรู้ผ่านความสนุก มากกว่าจะเน้นการหัดอ่าน หัดเขียนเพียงอย่างเดียว



หลังจากหาข้อมูลมาพอสมควร ผมและสาว ข้างกายเห็นพ้องต้องกันว่า ลูกชายแสนซนของเรา น่าจะเหมาะกับโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม มากกว่าแนววิชาการ เพราะเราอยากเห็นลูกมีความสุขในการเรียนรู้มากกว่าจะ ต้องเครียดกับการเรียนเหมือนสมัยเรายังเล็ก



อืม...อันที่จริงผมอยากหาโรงเรียนแบบ “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” หนังสือเยาวชนญี่ปุ่นเล่มโปรดของผม โรงเรียนของโต๊ะโตะจังมีคุณครูเข้าใจในธรรมชาติของเด ็ก ให้เด็กได้เรียนรู้โลกกว้างโดยไม่จํากัดแค่ห้องเรียน สี่เหลี่ยมและในตํารา



จําได้ว่า เมื่อแรกอ่านหนังสือเล่มนี้ผมฝันอยากกลับ เป็นเด็ก กลับไปใช้ชีวิตวัยเยาว์ในสภาพการเรียนการสอนแบบของโต ๊ะโตะจัง



ดังนั้น เมื่อถึงคราวหาโรงเรียนให้ลูก ผมไม่รีรอจะหาโรงเรียนในรูปแบบใกล้เคียงกับโรงเรียนข องโต๊ะโตะจัง ให้มากที่สุด



แน่นอนครับว่า การให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียน แนวเตรียมความพร้อมในวันนี้ แม้จะมีคนเข้าใจการเรียน การสอนในแนวนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่กระแสสังคม ส่วนใหญ่ของไทยยังตั้งข้อกังขา และเปรียบเทียบเด็ก จากการเรียนรู้ 2 แนวทางอยู่ตลอดเวลา ประเภทที่ว่า





“อายุเท่ากันแท้ๆ เรียนอยู่อนุบาล 2 เหมือนกัน ทําไมเด็กคนนั้นเขียนหนังสือสวย อ่านหนังสือคล่องแล้ว ลูกของเธอถึงยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้เลย”



“โรงเรียนให้เล่นเกมทั้งวัน ไม่ยอมสอนอะไรเลย อย่างนี้จะไปสอบเข้าโรงเรียนอื่นได้อย่างไร”



“ไปเข้าป.1 โรงเรียนเขาเน้นวิชาการกันจะเรียนทันเพื่อนหรือ คนอื่นเขาบวกลบเลขได้แล้วนะ”



ครับ...คนเป็นพ่อแม่ หากตัดสินใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม คงต้องมั่นคงในหลักปรัชญาการศึกษาแนวนี้หน่อยนะครับว ่า การเตรียมให้ลูกมี ความพร้อมในทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ ฝึกการพัฒนาทักษะทั้งทางกาย ใจ ความคิด จินตนาการ ย่อมเป็นรากฐานอันดีในการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไป



เสมือนปูฐานรากอันมั่นคงให้ความใฝ่เรียนรู้ของลูกได้ เติบใหญ่ขึ้นไปอย่างมีความสุข





ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

อดีตนักกิจกรรมจากรั้วโดม ธรรมศาสตร์

เคยเป็นผู้สื่อข่าวผู้จัดการรายวัน ปัจจุบันรับหน้าที่

คุณพ่อลูกสอง และเป็นอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย







CheekiMommy:

เท่าที่สังเกตเด็กที่ได้่เรียนจากโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อมหรือจบการศึกษาชั้นอนุบาลจากโรงเรียนแนวนี้ แม้ว่าระยะแรกในการเริ่มเรียนในชั้นประถมศึกษาอาจจะไม่ทันเพื่อนๆ บางคนที่อาจจะมีพื้นฐานทางการศึกษาที่แน่นกว่า (เรียกว่า อ่าน เขียนได้ดีกว่า) แต่เมื่อปรับตัวได้แล้วก็จะตามทันเพื่อนๆ และอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเพื่อนๆ คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคตค่ะ



เด็กที่ได้รับการศึกษาแบบเตรียมความพร้อม เด็กจะมีความรู้สึกสบายใจกับการเรียน ชอบการเรียน และมีความมั่นคงในจิตใจในการศึกษาของตัวเองค่อนข้างมาก สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับเด็กระหว่างที่อยู่โรงเีรียน รวมถึงหลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการอ่านออก เขียนได้ หรือเร่งรัดที่จะให้เด็กต้องมีความสามารถเหนือกว่าเด็กของโรงเรียนอื่นๆ ในช่วงชั้นเดียวกันนี้ นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กที่ได้เรียนโรงเรียนแนวเตรียมความเหล่านี้สามารถก้าวตามเพื่อนในวัยเดียวกัน (แม้จะมาจากโรงเรียนที่มีหลักสูตรแตกต่างกันหรือหลักสูตรแนวกระแสหลัก อย่างที่ ดร.มานะฯ ได้กล่าวถึงค่ะ) และบางครั้งก็จะกระโดดไปได้ไกลกว่าเพื่อนๆ ได้ด้วยค่ะ



คุณพ่อคุณแม่แต่ละท่าน แต่ละครอบครัวก็มีแนวคิดที่แตกต่างกัน อันนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งความคิดที่นำมาแชร์กันค่ะ



อย่างไรก็ตาม ลูกก็เป็นบุคคลที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหาและเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ



ขอให้มีความสุขกับการเลือกโรงเรียนให้กับลูก และขอให้ลูกมีความสุขกับโรงเรียนที่คุณได้เลือกให้นะคะ (^^)



LoveKids:

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า จะให้ลูกเรียนแนวเตรียมความพร้อมค่ะ

เพราะไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะต้องเร่งยัดเยียดการเรียนต่างๆ ให้ลูก และอยากให้ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียนค่ะ

เห็นด้วยกับคุณ CheekiMommy มากๆเลยค่ะ


Friday, January 4, 2013

อนุบาลช้างเผือก ลาดพร้าว124

ริวิวโรงเรียนอนุบาลแถวลาดพร้าว - อนุบาลช้างเผือก
เว็บโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก http://www.changphueak.com/



โรงเรียนนี้เจอโดยบังเอิญ จาก Comment เพื่อนบน Facebook เป็นโรงเรียนที่ไม่ค่อยจะประชาสัมพันธ์สักเท่าไหร่ แต่เพราะว่ามันอยู่ใกล้บ้านมากๆจึงแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้อง........ บรรยากาศดีมากกกกกกก ดีกว่าที่เห็นในเว็บเยอะเลย  ดีกว่าที่คิดไว้ ถ้ามี 10 คะแนน คุณแม่ให้เต็ม 10






โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ มีกลิ่นอายความสงบอย่างบอกไม่ถูก ร่มรื่นและดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีแอร์ เน้นต้นไม้และความโล่งของอาคาร ถ้าใครเคยไปเสถียรธรรมสถานความรู้สึกคล้ายๆกัน มองบางมุมก็สบายๆคล้ายรีสอท เด็กๆใส่ชุดโรงเรียน สีเอิทโทน (น้ำตาล ครีม และเขียว)

แอบไปดูเด็กล็กๆกำลังนอนหลับ พี่ๆไปช่วยกันตบก้นโอ๋ให้นอน ทานข้าวเสร็จก็เรียงแถวยืนล้างจาน ก็น่ารักไปอีกแบบ  feeling เหมือนคนในครอบครัว ไปสองครั้ง ยังไม่เห็นการเรียนการสอนอื่นๆ
พอคุยกับคุณครูกิ๊บ ก็ทราบว่าที่นี่เน้นการเรียนการสอนแนวบูรณาการ + แนวพุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าแบบทางเลือก คือให้เด็กๆมาเล่นและเรียนรู้ผ่านการเล่น เรียนรู้กับการใช้ชีวิต "ไม่เน้นวิชาการ"
เพราะเชื่อว่าเด็กควรมีความสุขในวัยของเค๊า เมื่อเค๊าพร้อมก็จะเรียนรู้ได้เอง เน้นสอนให้เด็กๆมีจิตใจเมตตาอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งบัน ส่วนใหญ่เน้นศิลปะกับดนตรี ฝึกสมาธิและความอดทนให้เด็กๆ
 เอาหละสิ มาคนละแนวกับที่คุณแม่ตังใจไว้  ^^"  คนละขั้วเลยทีเดียว

เป็นสิ่งที่ยากจะตัดสินใจ เพราะโรงเรียนอื่นๆที่ไปดูเน้นภาษาอังกฤษ และกิจกรรมการเรียนรู้ การเขียนการอ่าน แต่ที่นี่ไม่ใช่










ค่าเทอมดูเหมือนถูก แต่ไม่ถูกเพราะเริ่มที่เทอมละ  19,000 บาท (ปี 2555) แต่มี 4 เทอม  ค่าแรกเข้า 20,000 บาท  ในขณะที่อนุบาลภาษาไทยทั่วไปมีแค่ 2 เทอมต่อปี ถ้าบวกค่ารถด้วยก็ตกเทอมละ 21,500 บาทต่อเทอม (86,000 บาท ต่อปี) และมีชั้นเตรียมอนุบาล  1 ขวบครึ่ง ถึง อนุบาล 3 เท่านั้น


ข้อด้อยที่คุณแม่ไม่ค่อยชอบคือ เวลาส่งน้องจะเป็น 15.30 ซึ่งบางทีอาจจะต้องหา after school ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก เพราะคุณแม่เลิกงาน 6 โมงเย็น T T ซึ่งค่อนข้างเป็นอุปสรรค สำหรับคนทำงานที่เลี้ยงลูกเองแบบครอบครัวเดี่ยวๆ