Thursday, January 12, 2017

สมองเด็ก 1-6 ขวบ

1-6 ขวบ วัยสร้างรากฐานนิสัย และอารมณ์

ห่างหายจากการอัพเดท Blog  คุณแม่มือใหม่มานานมาก เพราะเวลาว่างตอนตั้งครรภ์หายสาบสูญไปพร้อมกับการกำเนิดของลูกน้อย  แน่นอน 6 ปีผ่านไปไวยังกับเรื่องโกหก  ตอนนี้ดิฉันไม่ใช่คุณแม่มือใหม่สำหรับเด็กทารกแล้ว กำลังก้าวข้าสู่แม่มือใหม่ของเด็กวัยอนุบาล  ที่กำลังจะเติบโดเป็นเด็กประถมต้น  ดูเหมือนเวลาว่างเริ่มกลับมาสู่เรา หลังจาก วุ่นวายกับลูกน้อยยาวนานถึง 6ปี

จากการศึกษาเชิงวิชาการ (อ่านมาเยอะ ขยันกว่าตอนสอบเข้าอีก) ย่อยการศึกษาค้นคว้ามาได้ว่าวัย 1-6 ขวบ เป็นวัยที่สร้างรากฐานนิสัย และอารมณ์ ให้กับลูกน้อย




วัย 1-6 ขวบนี้ เซลล์สมองกำลังแตกกิ่งก้านสาขา เติบโตเร็วมาก และเมื่อเลยวัยนี้ไป เซลล์สมองก็จะเติบโตช้าลง รวมทั้ง มีการกำจัดทิ้งในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นเวลาทอง 6 ปีแรกพ่อแม่ควรกระตุ้นและใส่ใจลูกมากๆ เพื่อการแตกแขนงของเซลล์สมอง ไว้รองรับการเรียนรู้ในอนาคต คุณแม่เคยปรึกษาคุณหมอระบบประสาทวิทยาท่านหนึ่ง บอกว่าทฤษฎีการเจริญเติบโตการกระตุ้นสมองเป็นจริงและเห็นผล  แต่..... ข้อระวังคือ กระตุ้นผิดวิธี สมองจะปิด และชะงักการเติบโตเอาได้เหมือนกัน  และคุณหมอยังบอกอีกว่า "ดูประเทศสิงคโปร์สิ ความก้าวหน้าทางการศึกษาเค๊าระดับโลก ... ผมเห็นวัยอนุบาลเค๊ายังวิ่งเล่นกันอยู่เลย เค๊าจะเริ่มเข้มช่วงประถมกัน. ไม่เหมือนไทยเป็นอะไรกันไม่รู้  ส่งลูกติวกันตั้งแต่อนุบาล...  ผมว่าวัยเด็กเล็กเค๊าควรจะได้เล่นเยอะๆมากกว่านะ"







ใครว่าเด็กเล็กสอนยาก ....ไม่จริงเลย รู้ไหมประสบการณ์ตรงพบว่าว่าวัย 1-3 ขวบ ลูกสามารถเรียนรู้ได้เร็วมากๆ การที่เล่นและสอนอะไรให้เค๊า มันคือสิ่งใหม่ มันคือเรื่องสนุก ที่เด็กๆอยากรู้ แววตาสดใสเบิกกว้างนั้นจะค่อยๆหายไป เมื่อเข้าอนุบาลตอนปลาย จะพบว่าวัยอนุบาล 2-3 เป็นวัยที่สอนยากที่สุด เพราะเด็กเรียนรู้อารมณ์ เรียนรู้ความเบื่อ พร้อมที่จะท้าทายและ ปฏิเสธเสมอ ถ้าพ่อแม่ไม่มีเทคนิคละก็สอนยากมาก ...  ไว้จะมาเล่าให้ฟังนะคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราต้องสอนการบ้านลูกๆ ^^

Monday, October 6, 2014

big bad mouse and Gruffalo

ให้ดู animation นิทานกรัฟฟาโล่ของ BBC กับ
อ่านหนังสือนิทาน ไอวี่อิน วาด big bad mouse เอง
แถมให้แม่วาดกรัฟฟาโล่ให้ด้วย แม่งานเข้าเลย




The big bad mouse is terribly strong.
And his scaly tail is terribly long.
His eyes are like pools of terrible fire.
And his terrible whiskers are tougher than wire.


http://www.youtube.com/watch?v=7_B3t-CSX6g







Sunday, January 6, 2013

อนุบาลแนวทางเลือก

คุณแม่ไปอ่านเจอบทความนี้เข้าจึงเปลี่ยนใจ

อนุบาลแนวไหนดี อ้างอิงจาก  http://mothercorner.com/index.php?topic=633.0;wap2

เพิ่มเติม แนวคิดจากคุรครูอนุบาล
http://topicstock.pantip.com/family/topicstock/2012/03/N11870558/N11870558.html



อนุบาลแนวไหนดี




คําถามว่า “จะเลือกโรงเรียนอนุบาลแนวไหนให้ลูกดี” ไม่เคยอยู่ ในหัวของผมมาก่อน ด้วยตอนแรกเข้าใจเอาเองว่า โรงเรียนอนุบาลที่ไหนๆ คงเหมือนๆ กัน



นั่นคือ เน้นให้เด็กได้เล่นสนุก หัดอ่าน หัดเขียน หัดนับตัวเลข เหมือนสมัยผมยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ



แต่ปรากฏว่าผมคิดผิดครับ



เพราะทันทีที่ผมเตรียมหาโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกชาย บรรดาเพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งมากประสบการณ์ในการเป็นพ่อแม่ได้ให้คําแนะนําหลา กหลาย





“ให้เข้าโรงเรียนอนุบาลนี้สิ ของเขาเน้นวิชาการ เด็กๆ ทุกคนเรียนจบไปรับรอง เข้าโรงเรียนดังๆ ได้แน่ๆ”



“ไปเข้าที่นี่สิ ลูกสาวเรียนอยู่อนุบาล 3 อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือคล่องเลยแหละ”



“เรียนแนวเตรียมความพร้อมดีกว่า ลูกจะได้ไม่เครียด โตขึ้นจะได้มีสุขภาพจิตดี”



คําแนะนําจากผู้หวังดีสารพัดรูปแบบ ทําให้ผมต้องมาพูดคุยกับหญิงสาวคู่ชีวิตว่า ลูกของเราเหมาะจะเริ่มต้นการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน ด้วยปรัชญาการศึกษาแบบไหนกันแน่



เราทั้งคู่เริ่มจากการค้นคว้าองค์ความรู้เรื่อง แนวการศึกษาจากหนังสือหลากหลายเล่ม ค้นหาอ่านจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต สอบถามพูดคุยกับผู้รู้ เหล่านักวิชาการด้านเด็กปฐมวัย ทําให้อดตกตะลึง ไม่น้อยเมื่อรู้ว่า หากแบ่งจําแนกประเภทโรงเรียนอนุบาลตามปรัชญาการศึกษา แล้ว มีอยู่หลากหลาย ทีเดียว ทั้งแนววิชาการ แนวมอนเตสซอรี แนววอลดอร์ฟ แนวนีโอฮิวแมนนิส แนวพหุปัญญา แนวพุทธ ฯลฯ

แต่อาจจะพอแบ่งแบบคร่าวๆ ได้ 2 อย่าง คือ แนวกระแสหลัก เน้นการเรียนรู้เชิงวิชาการ กับแนวทางเลือก เน้นการเตรียมความพร้อม



ในโรงเรียนอนุบาลกระแสหลัก แนววิชาการนั้น เป็นรูปแบบจัดการเรียนการสอนแต่เดิม ด้วยเชื่อว่าเด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้เต็มที่ ดังนั้นควร เร่งสอนให้เด็กสามารถหัดอ่าน หัดเขียน หัดบวกลบเลขให้ได้โดยเร็ว เพื่อจะสามารถเรียนรู้เพิ่มขีดความสามารถของสมองให้ก ว้างขึ้น



โรงเรียนแนวนี้มีตั้งแต่แนวติวเข้มประเภท วางเป้าให้เด็กสามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังต่างๆ ทั้งในเครือคาทอลิก หรือเครือสาธิตฯ ให้ได้ ครูจะ เน้นสอนให้เด็กเขียน อ่าน วันละหลายหน้า ให้ทําโจทย์ข้อสอบ แบบฝึกหัดบ่อยๆ มีการบ้านให้เด็กทํา



หรือประเภทโรงเรียนเน้นวิชาการแบบอ่อน มีผสมผสานให้เด็กร้องรําทําเพลง มีการละเล่น เฮฮา สนุกสนาน เล่นเกมบ้าง แต่ยังมีการเน้นให้เด็ก หัดเขียน อ่าน ผสมคํา ฝึกบวกลบเลข



ส่วนโรงเรียนอนุบาลทางเลือก แนวเตรียม ความพร้อม จะเน้นพัฒนาศักยภาพของเด็ก โดย นําเอาความต้องการของเด็ก ความสุขของเด็กเป็นศูนย์กลาง



โรงเรียนประเภทนี้ จะแยกย่อยไปอีกหลาย รูปแบบตามปรัชญาการศึกษา แต่โดยทั่วๆ ไปจะเน้นให้เด็กได้ฝึกทักษะด้านต่างๆ ทั้งฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ผ่านการเล่นเกม วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หัดร้องเพลง กระโดดโลดเต้น เล่านิทาน ฯลฯ กิจกรรมหลากหลายจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เด็กได้เรีย นรู้ผ่านความสนุก มากกว่าจะเน้นการหัดอ่าน หัดเขียนเพียงอย่างเดียว



หลังจากหาข้อมูลมาพอสมควร ผมและสาว ข้างกายเห็นพ้องต้องกันว่า ลูกชายแสนซนของเรา น่าจะเหมาะกับโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม มากกว่าแนววิชาการ เพราะเราอยากเห็นลูกมีความสุขในการเรียนรู้มากกว่าจะ ต้องเครียดกับการเรียนเหมือนสมัยเรายังเล็ก



อืม...อันที่จริงผมอยากหาโรงเรียนแบบ “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” หนังสือเยาวชนญี่ปุ่นเล่มโปรดของผม โรงเรียนของโต๊ะโตะจังมีคุณครูเข้าใจในธรรมชาติของเด ็ก ให้เด็กได้เรียนรู้โลกกว้างโดยไม่จํากัดแค่ห้องเรียน สี่เหลี่ยมและในตํารา



จําได้ว่า เมื่อแรกอ่านหนังสือเล่มนี้ผมฝันอยากกลับ เป็นเด็ก กลับไปใช้ชีวิตวัยเยาว์ในสภาพการเรียนการสอนแบบของโต ๊ะโตะจัง



ดังนั้น เมื่อถึงคราวหาโรงเรียนให้ลูก ผมไม่รีรอจะหาโรงเรียนในรูปแบบใกล้เคียงกับโรงเรียนข องโต๊ะโตะจัง ให้มากที่สุด



แน่นอนครับว่า การให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียน แนวเตรียมความพร้อมในวันนี้ แม้จะมีคนเข้าใจการเรียน การสอนในแนวนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่กระแสสังคม ส่วนใหญ่ของไทยยังตั้งข้อกังขา และเปรียบเทียบเด็ก จากการเรียนรู้ 2 แนวทางอยู่ตลอดเวลา ประเภทที่ว่า





“อายุเท่ากันแท้ๆ เรียนอยู่อนุบาล 2 เหมือนกัน ทําไมเด็กคนนั้นเขียนหนังสือสวย อ่านหนังสือคล่องแล้ว ลูกของเธอถึงยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้เลย”



“โรงเรียนให้เล่นเกมทั้งวัน ไม่ยอมสอนอะไรเลย อย่างนี้จะไปสอบเข้าโรงเรียนอื่นได้อย่างไร”



“ไปเข้าป.1 โรงเรียนเขาเน้นวิชาการกันจะเรียนทันเพื่อนหรือ คนอื่นเขาบวกลบเลขได้แล้วนะ”



ครับ...คนเป็นพ่อแม่ หากตัดสินใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม คงต้องมั่นคงในหลักปรัชญาการศึกษาแนวนี้หน่อยนะครับว ่า การเตรียมให้ลูกมี ความพร้อมในทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ ฝึกการพัฒนาทักษะทั้งทางกาย ใจ ความคิด จินตนาการ ย่อมเป็นรากฐานอันดีในการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไป



เสมือนปูฐานรากอันมั่นคงให้ความใฝ่เรียนรู้ของลูกได้ เติบใหญ่ขึ้นไปอย่างมีความสุข





ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

อดีตนักกิจกรรมจากรั้วโดม ธรรมศาสตร์

เคยเป็นผู้สื่อข่าวผู้จัดการรายวัน ปัจจุบันรับหน้าที่

คุณพ่อลูกสอง และเป็นอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย







CheekiMommy:

เท่าที่สังเกตเด็กที่ได้่เรียนจากโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อมหรือจบการศึกษาชั้นอนุบาลจากโรงเรียนแนวนี้ แม้ว่าระยะแรกในการเริ่มเรียนในชั้นประถมศึกษาอาจจะไม่ทันเพื่อนๆ บางคนที่อาจจะมีพื้นฐานทางการศึกษาที่แน่นกว่า (เรียกว่า อ่าน เขียนได้ดีกว่า) แต่เมื่อปรับตัวได้แล้วก็จะตามทันเพื่อนๆ และอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าเพื่อนๆ คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคตค่ะ



เด็กที่ได้รับการศึกษาแบบเตรียมความพร้อม เด็กจะมีความรู้สึกสบายใจกับการเรียน ชอบการเรียน และมีความมั่นคงในจิตใจในการศึกษาของตัวเองค่อนข้างมาก สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับเด็กระหว่างที่อยู่โรงเีรียน รวมถึงหลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการอ่านออก เขียนได้ หรือเร่งรัดที่จะให้เด็กต้องมีความสามารถเหนือกว่าเด็กของโรงเรียนอื่นๆ ในช่วงชั้นเดียวกันนี้ นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กที่ได้เรียนโรงเรียนแนวเตรียมความเหล่านี้สามารถก้าวตามเพื่อนในวัยเดียวกัน (แม้จะมาจากโรงเรียนที่มีหลักสูตรแตกต่างกันหรือหลักสูตรแนวกระแสหลัก อย่างที่ ดร.มานะฯ ได้กล่าวถึงค่ะ) และบางครั้งก็จะกระโดดไปได้ไกลกว่าเพื่อนๆ ได้ด้วยค่ะ



คุณพ่อคุณแม่แต่ละท่าน แต่ละครอบครัวก็มีแนวคิดที่แตกต่างกัน อันนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งความคิดที่นำมาแชร์กันค่ะ



อย่างไรก็ตาม ลูกก็เป็นบุคคลที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหาและเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ



ขอให้มีความสุขกับการเลือกโรงเรียนให้กับลูก และขอให้ลูกมีความสุขกับโรงเรียนที่คุณได้เลือกให้นะคะ (^^)



LoveKids:

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า จะให้ลูกเรียนแนวเตรียมความพร้อมค่ะ

เพราะไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะต้องเร่งยัดเยียดการเรียนต่างๆ ให้ลูก และอยากให้ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียนค่ะ

เห็นด้วยกับคุณ CheekiMommy มากๆเลยค่ะ


Friday, January 4, 2013

อนุบาลช้างเผือก ลาดพร้าว124

ริวิวโรงเรียนอนุบาลแถวลาดพร้าว - อนุบาลช้างเผือก
เว็บโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก http://www.changphueak.com/



โรงเรียนนี้เจอโดยบังเอิญ จาก Comment เพื่อนบน Facebook เป็นโรงเรียนที่ไม่ค่อยจะประชาสัมพันธ์สักเท่าไหร่ แต่เพราะว่ามันอยู่ใกล้บ้านมากๆจึงแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้อง........ บรรยากาศดีมากกกกกกก ดีกว่าที่เห็นในเว็บเยอะเลย  ดีกว่าที่คิดไว้ ถ้ามี 10 คะแนน คุณแม่ให้เต็ม 10






โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ มีกลิ่นอายความสงบอย่างบอกไม่ถูก ร่มรื่นและดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีแอร์ เน้นต้นไม้และความโล่งของอาคาร ถ้าใครเคยไปเสถียรธรรมสถานความรู้สึกคล้ายๆกัน มองบางมุมก็สบายๆคล้ายรีสอท เด็กๆใส่ชุดโรงเรียน สีเอิทโทน (น้ำตาล ครีม และเขียว)

แอบไปดูเด็กล็กๆกำลังนอนหลับ พี่ๆไปช่วยกันตบก้นโอ๋ให้นอน ทานข้าวเสร็จก็เรียงแถวยืนล้างจาน ก็น่ารักไปอีกแบบ  feeling เหมือนคนในครอบครัว ไปสองครั้ง ยังไม่เห็นการเรียนการสอนอื่นๆ
พอคุยกับคุณครูกิ๊บ ก็ทราบว่าที่นี่เน้นการเรียนการสอนแนวบูรณาการ + แนวพุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าแบบทางเลือก คือให้เด็กๆมาเล่นและเรียนรู้ผ่านการเล่น เรียนรู้กับการใช้ชีวิต "ไม่เน้นวิชาการ"
เพราะเชื่อว่าเด็กควรมีความสุขในวัยของเค๊า เมื่อเค๊าพร้อมก็จะเรียนรู้ได้เอง เน้นสอนให้เด็กๆมีจิตใจเมตตาอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งบัน ส่วนใหญ่เน้นศิลปะกับดนตรี ฝึกสมาธิและความอดทนให้เด็กๆ
 เอาหละสิ มาคนละแนวกับที่คุณแม่ตังใจไว้  ^^"  คนละขั้วเลยทีเดียว

เป็นสิ่งที่ยากจะตัดสินใจ เพราะโรงเรียนอื่นๆที่ไปดูเน้นภาษาอังกฤษ และกิจกรรมการเรียนรู้ การเขียนการอ่าน แต่ที่นี่ไม่ใช่










ค่าเทอมดูเหมือนถูก แต่ไม่ถูกเพราะเริ่มที่เทอมละ  19,000 บาท (ปี 2555) แต่มี 4 เทอม  ค่าแรกเข้า 20,000 บาท  ในขณะที่อนุบาลภาษาไทยทั่วไปมีแค่ 2 เทอมต่อปี ถ้าบวกค่ารถด้วยก็ตกเทอมละ 21,500 บาทต่อเทอม (86,000 บาท ต่อปี) และมีชั้นเตรียมอนุบาล  1 ขวบครึ่ง ถึง อนุบาล 3 เท่านั้น


ข้อด้อยที่คุณแม่ไม่ค่อยชอบคือ เวลาส่งน้องจะเป็น 15.30 ซึ่งบางทีอาจจะต้องหา after school ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก เพราะคุณแม่เลิกงาน 6 โมงเย็น T T ซึ่งค่อนข้างเป็นอุปสรรค สำหรับคนทำงานที่เลี้ยงลูกเองแบบครอบครัวเดี่ยวๆ

Tuesday, January 1, 2013

อนุบาลวัฒนานิเวศน์ ลาดพร้าว รัชดา

ริวิวโรงเรียนอนุบาลแถวลาดพร้าว - โรงเรียนวัฒนานิเวศน์



เจอโรงเรียนนี้โดยบังเอิญจาก facebook  ของคุณครูนิจ คุรครูประจำชั้นอนุบาล โรงเรียนวัฒนานิเวศน์
 facebook ครูนิจนะคะ www.facebook.com/kru.nit
ประชาสัมพันธ์กิจกรรมนักเรียนตัวน้อยๆดูน่าสนใจมากเลยค่ะ อัพเดทตลอด
คุณครูดูทันสมัยรู้จักใช้สื่อประชาสัมพันธ์บน social อย่างดี และแกก็น่ารักมากค่ะตอบคำถามตลอด จนคุณแม่อยากเข้าไปชมโรงเรียน เว็บไซค์โรงเรียนดูดีเลยหละ http://wattananivej.ac.th/
ถ้าเสริทก็จะไม่ค่อยเจอคนกล่าวถึงหรือให้ข้อมูลโรงเรียนนี้มากนัก ได้โอกาสคุณแม่เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ และเก็บภาพมาฝาก ชุดนักเรียนน่ารักดีเป็นอนุบาลหมีน้อยสีฟ้า  ^^

สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่คือ นโยบายเกี่ยวกับเรื่องห้องสมุดและการอ่าน ที่นี่สนับสนุนให้เด็กๆรักการอ่านเป็นหลัก และอีกจุดก็คือภาษาอังกฤษ
โดยอาจารย์ชาวต่างชาติ (ไม่ใช่ฟิลิปปิน) คุณแม่เข้าไปดูการเรียนการสอน ดูสนุกและน่าเรียนมากเลย สำหรับชั้นอนุบาลสามารถเลือกเรียนเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเป็นห้าวันต่อสัปดาห์ได้ นอกนั้นก็มีสัณทนาการอื่นๆเช่น เทควอนโด บัลเลย์(โดยครูต่างชาติ) และรำไทย มีตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล (รับตั้งแต่ 1 ขวบครี่ง) จนถึงประถม 6 มีรถรับส่ง และรับฝากถึง 1 ทุ่มที่คุณแม่สนใจมากๆเลย เพราะดูหลักสูตรน่าสนใจรวมถึงราคาไม่แพงมาก




เริ่มต้นที่เทอมละ 28,000  บาท(ปี 2555) ค่าแรกเข้าประมาณ 6,000 บาท
ของคุณแม่ไอวี่ลือกรวมค่ารถและเพิ่มภาษาจะราวๆ  32,000 บาทต่อเทอม

แต่ข้อด้อยที่คุณแม่ไม่ค่อยชอบคือ ตึกโรงเรียนดูโทรมๆเพราะขาดการบำรุงรักษา สวนแห้งแล้งไปนิดนึง บางส่วนที่ไม่ได้ดูแลดูไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กมากนัก





ถ้าคุณแม่ไม่เจอที่อื่นที่ถูกใจกว่า ก็จะเลือกที่นี่ เป็นโรงเรียนลำดับแรกๆ



Monday, July 25, 2011

ไอวี่เป็นลำไส้อักเสบ

ป่วยต่อเนื่องจากจุ๋มจิ๋มแดง คราวนี้ป่วยค่อนข้างหนัก
เพราะไอวี่ท้องเสีย อีออกมามีมูกเลือดปน มีไข้สูง อาเจียนด้วย

เมื่อวานไข้ขึ้นสูง อาเจียนยากับนมออกมาหมด
จนต้องไปหาหมอรอบที่สามตามหมอไปถึงสมิตเวช หมดไปอีก 1500 บาท หึหึ


คุณหมอยืนยันว่าลูกเป็นลำไส้อักเสบ เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียผ่านทางปาก
อาจจะเพราะคนเลี้ยงเอาของแปลกๆให้กิน หรือ อมของเล่น อมจุกนมสกปรกปนเบื้อเชื้อ
หมอให้ยามาเพิ่ม เป็นยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ยาผงดูดซับ และแนะนำให้ลูกกินชาจีนแก้ท้องเสียด้วย
เจ้าตัวน้อย โดนฉีดยาที่สะโพกไปหนึ่งเข็ม หมอบอกว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นจะต้อง Admit


คุณพ่อจะต้องไปทำงานที่ใต้ 4 วัน ก็ลางานฉุกเฉินมาดูแลหนู
เพราะยายลีก็หลังเดี้ยงแกเลี้ยงหนูไม่ได้แล้ว และหนูอาจจะต้อง Admit
พ่อกะแม่ลางานมาโดยปริยาย ก็ดีเหมือนกันพ่อไม่ต้องไปใต้เนอะ
วันนี้ไอวี่เหมือนจะดีขึ้น
ไข้ลด กินนมได้ กินยาได้ไม่อาเจียน
เลยจับใส่รถไปหาเนอสเซอรี่กัน ตะลอนๆไปดูสามที่
สรุปได้ทรีเนอรสเซอรี่ สาขารามคำแหงนะลูก
เดือนแรก 8000 บาท หนูคงต้องปรับตัวกันเยอะหน่อยนะ
อดทนนะลูก เป็นเด็กดีอย่าเอาแต่ใจ แม่ออกจะเป็นห่วงนิดๆ
แต่ที่นี่น่าจะดีกว่าที่บ้านยายลีนะ (คิดงั้น) เพราะสถานที่ดูปลอดภัย มีเพื่อนเล่นเยอะ
และเค๊าคงไม่เอาอะไรแปลกๆให้หนูกินแบบที่ป่วยนี้อีก
แต่หนูอาจจะเบื่อหน่อยเพราะไม่มีใครอุ้มหนูเที่ยว และเล่นกะหนูได้นานๆเท่าบ้านยายลีแล้วหละ
ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง โชคดีนะลูกแม่

Thursday, July 21, 2011

จุ๋มจิ๋มแดง+แพ้อาหาร

ฝนตกเกือบทุกวัน ...
ไอวี่อายุ 8 เดือนแล้ว
ช่วงนี้คลานเก่ง ชอบปีนป่าย โดยเพาะกำแพงห้องนอน ^^"

เมื่อวานไปรับไอวี่จากบ้านยายลีตอน 3 ทุ่ม
ร้องลั่นบ้าน ทั้งยายลี พี่นิ๊กกี้หน้าเสีย บอกว่าไอวี่ ร้องให้เพราะคงแสบ
ที่จุ๋มจิ๋มแดง ก้นแดง ยายลีบอกว่านู๋ร้องไห้มา 2 ชม. แล้วไม่ยอมหยุด

แม่เห็นแล้วตกใจ ... มันแดงมากดูอักเสบด้วย
คงแสบมากสินะเจ้าตัวน้อย
หลังจากตะลึงก็เกิดอาการโกรธ  ... -*-
นี่ยายคงปล่อยหนูแช่อึในแพมเพิสนานเลยสิ
มันถึงได้กัดจน จุ๋มจิ๋มอักเสบขนาดนี้ พากลับบ้านนู๋ยังร้องโยเย
แม่รู้สึกแสบแทนเลย ส่วนคุณย่ามองหนูสงสารจนแกน้ำตาคลอ

4 ทุ่ม แม่กะพ่อพาหนูไป รพ.
ได้ยาทากันชื้น กะ ยากินแก้อักเสบมา
พอทายาให้กินยาเสร็จ ตัวนู๋ก็ขึ้นผื่นลมพิษทั้งตัว -*- อะไรกันนักกันหนานี่ ...
หยอดยาแก้แพ้ สักพักคงง่วงถึงหลับไป

ตี 4 อึออกมาก็ร้องไห้ ทนแสบหน่อยนะลูก
 7 โมงเช้าถ่ายเหลวมีมูกเลือดปนเล็กน้อย
แม่สงสารนู๋จังT T


เช้าวันนี้พ่อกับแม่ลางาน พาหนูไปหาหมออีกรอบ
คุณหมอคาดว่านู๋จะแพ้อาหารและความอับชื้น

ได้ยามาใหม่อีกชุดจากคุณหมอธีระพงศ์ (คุณหมอประจำของหนู)
คุณหมอบอกให้ระวังเรื่องความสะอาดและอาหาร
เพราะช่วง 7-8 เดือนเด็กๆจะชอบเอามือเข้าปากหรืออมของเล่น
งดกินขนม ไข่ และอาหารเสริมชั่วคราวประมาณ 10 วัน ให้หายท้องเสีย
ควรระวังการอับชื้น  เพราะทำให้จุ๋มจิ๋มแดงและอักเสบได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง

ได้ยาทาแก้อักเสบ กับยากินฆ่าเชื้อ
ป่วยคราวนี้หาหมอ 2 รอบ คุณพ่อหมดไปเกือบๆ 2,500 บาท เหอๆๆๆ